ความรัก ๑๐ มิติ

Posted: มิถุนายน 29, 2011 in Story of Guu
ป้ายกำกับ:

ความรัก ๑๐ มิติ

ความรัก คือ อาการทางจิตชนิดหนึ่ง อาการนั้นได้แก่ “อาการชอบใจผสมความยินดี” ถ้าหากชอบ ถึงขั้นผูกพัน ก็เป็นความติดยึด นั่นคือ เริ่มเห็นแก่ตัว และถ้าหากติดยึด ถึงขั้นดูดดึงเข้ามา เป็นของตัว ของตน เท่าใดๆ ก็เป็นความเห็น แก่ตัวมากขึ้นเท่านั้นๆ ที่สุดหากถึงขนาด ดึงดูดมาเพื่อตัวเอง แต่ผู้เดียว และหวงแหน ไม่เผื่อแผ่ให้ใคร ความรักที่มีลักษณะปานฉะนี้ ก็คือ “ความเห็นแก่ตัว” สุดๆ เต็มๆ แล้วนั่นเอง
แต่ถ้าหาก “อาการชอบใจผสมความยินดี” นั้น ลดความเห็นแก่ตัว ลดความหลงใหลคลั่งไคล้ ลดความหวงแหน ลดความดูดดึง ความติดยึด ความผูกพันลงไปๆ ตามลำดับ คุณค่าของความรัก ก็จะสูงขึ้นๆๆ และถ้าหากผู้ใด สามารถลดอาการ ดังกล่าวนี้ด้วย และทั้งตน ก็สามารถเสริมสร้าง ความเสียสละ เกื้อกูลช่วยเหลือ เผื่อแผ่ออกไป แก่ผู้อื่นให้พ้นทุกข์ ได้กว้าง ได้ลึกซึ้ง สูงส่งครบคุณภาพ และปริมาณ มากขึ้นๆ อีกด้วย ก็ยิ่งเป็นความรัก ที่ประเสริฐ มีคุณค่าสูง มีประโยชน์มากยิ่งๆขึ้น

คนที่มีอาการชอบใจผสมความยินดีแต่เฉพาะตัวเอง มีแต่ความปรารถนามาให้แก่ตน ไม่มีแก่คนอื่นเลย คนชนิดนี้คือ คนผู้มีแต่ “ความเห็นแก่ตัว” ถ่ายเดียว จึงเท่ากับ คนที่ไม่มี “ความรัก” เลย เพราะ “เห็นแต่แก่ตัวเอง” เป็นคนที่มีแต่ “ตัวเอง” หรือมีแต่ “อัตตา” แท้ๆ เท่านั้น เต็มๆ โดดๆ เดี่ยวๆ หนึ่งเดียว ไม่มีอื่นเลย จึงไม่ใช่ “ความรัก”

หนึ่งเดียวเป็น “ความรัก” ไม่ได้ “ความรัก” ต้องมีสองขึ้นไป ยิ่งเผื่อแผ่กว้าง มากกว่าสอง ทวีมากขึ้นเท่าใดๆ ก็ยิ่งเป็น “ความรัก” ที่ประเสริฐยิ่งๆ ขึ้น เท่านั้นๆ

“อวิชชา” หรือ “กิเลส” มักจะทำให้คน “เห็นผิด” ไปว่า ความรัก คือ ความผูกพันไม่ห่างเหิน ความหวงแหน เพื่อตัว เพื่อตน ความติดยึด ไม่ปล่อยไม่วาง ความดูดดึง ให้เหนียวให้แน่น ความเห็นแก่ตัว ให้แคบ ให้จัดจ้าน ความหลงใหลคลั่งไคล้ ปรารถนาเป็นของตัวของตน หากใครมีอาการผูกพัน .. หวงแหน ..ติดยึด .. ดูดดึง .. เห็นแก่ตัว และหลงใหล คลั่งไคล้ ปรารถนาเป็นของตัวของตน ได้มาก ได้หนัก ได้แน่น ได้แรง ยิ่งๆ เพียงใดๆ ก็คือผู้ “มากไปด้วยความรัก” หรือผู้มี “ความรัก” ที่น่าเชิดชูยกย่อง เลิศลอยเพียงนั้นๆ

แท้จริงแล้ว อาการดังกล่าวนั้น มิใช่ “ความรัก” เลย “เห็นผิด” (มิจฉาทิฏฐิ) กันไปชนิดตรงกันข้ามทีเดียว มันเป็น “ความโลภ” ต่างหาก ซึ่งโลภจัดชัดแจ้ง ยิ่งแรงยิ่งเป็น “ตัวกูของกู” (อัตตา,อัตตนียา)

ตามสารสัจจะที่ถูกต้องนั้น ความรักไม่ใช่ความชั่ว ที่มีลักษณะ “เห็นแก่ตัว” ความรักเป็นความดี ที่มีลักษณะ “เมตตา หรือ ปรารถนาให้ผู้อื่นได้สุข” ความรักมิใช่ลักษณะของ “ความเป็นอัตตา หรือ อัตตนียา” ที่มีลักษณะแคบ เพื่อตัวกูของกู โดยเนื้อแท้แก่นจริงแล้ว “ความรัก” มีลักษณะ ตรงกันข้ามกับ “อัตตา หรือ อัตตนียา” ด้วยซ้ำ ความรักที่สูงส่ง ที่ประเสริฐยิ่ง มีคุณลักษณะ ถอดตัวถอดตน สู่ “ความเป็นอนัตตา” ยิ่งมีอาการเอื้อมเอื้อ เผื่อแผ่ออกไป จากตัวจากตน จนหมดตัว หมดตน นั่นแหละ จึงจะเป็นความรัก ที่วิเศษสุด ความรักตามสัจจะนั้น ทวนกระแสกับอัตตา ความรักไม่ใช่ลักษณะ “เอกพจน์ หรือ เอกเทศ” แต่มีลักษณะ “พหุพจน์ หรือ พหุภาค” “ความรัก” ไม่ใช่ “ความโลภ” ที่จะกอบโกย เข้ามาหาตน เข้ามาบำเรอตน หรือ มีแต่แคบเข้ามา เป็นตนเป็นตัวเอง แต่เป็น “ความเผื่อแผ่ เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล” ออกไปหาผู้อื่นมากขึ้น ยิ่งขยายกว้างขึ้นๆ ก็ยิ่งเป็นความรัก ที่ประเสริฐ สูงส่งยิ่งๆ ขึ้น

ขอยืนยันว่า โดยสัจจะนั้น “ความรัก” ไม่ใช่ “ความเห็นแก่ตัว” “ความเห็นแก่ตัว” จึงไม่ใช่ “ความรัก”

เพราะ “ความเห็นแก่ตัว” ก็ประกาศลักษณะของ มันเอง อยู่ชัดๆโต้งๆ ว่า เป็น “กิเลสโลภมาให้แก่ตน”

คนที่กล่าวว่า “ความรักคือความเห็นแก่ตัว” นั้น กล่าวผิด อวิชชา หรือกิเลสต่างหาก พาให้เขากล่าวเช่นนั้น “ความรัก” ที่แท้ที่บริสุทธิ์จริง ไม่ใช่ “ความเห็นแก่ตัว” เลย ทว่าเป็น “ความเมตตา หรือปรารถนา ให้ผู้อื่น ได้สุข” เป็น “ความภาคภูมิที่พากเพียร ขยันเอื้อเฟื้อเกื้อกูล เสียสละต่อผู้อื่น” เป็น “อาการเอื้อมเอื้อ เผื่อแผ่ออกไป จากตัวจากตน” จนกระทั่ง “หมดตัว หมดตน” นั่นต่างหาก จึงจะเป็นความรัก ที่วิเศษสูงสุด

สรุป ความรัก คือ อาการชอบใจผสมความยินดี ที่พร้อมกับมีความปรารถนาดี อย่างสัมมาทิฏฐิ หากใคร ปฏิบัติพัฒนา “อาการชอบใจ ผสมความยินดี ที่ไม่เห็นแก่ตัวเลย มีแต่เต็มไปด้วยความเมตตา หรือ ปรารถนา ให้ผู้อื่นได้สุข” หรือ “มีแต่ความเผื่อแผ่ของตน เสียสละแก่ผู้อื่น” ให้เจริญสูงสุด จนเกิดจริง เป็นจริง ได้เท่าใดๆ ผู้นั้นก็คือ ผู้ได้สร้าง “ความรัก” ที่ใหญ่ยิ่ง ประเสริฐสุดๆ เท่านั้นๆ

คนผู้มี “ความรัก” ประเสริฐที่สุด สูงที่สุด จึงได้แก่ ผู้ที่ หมดตัวตน ชนิดไม่มีกิเลสถึงขั้น สิ้นอาสวะ เห็นแก่ผู้อื่น ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เสียสละเกื้อกูล ช่วยเหลือเผื่อแผ่ ออกไปให้ผู้อื่น อยู่อย่างภูมิใจ สุขใจ และยืนยาว หาประมาณมิได้ และเต็มไปด้วย ความปรารถนาดี ที่ตัวเรา จะได้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ให้มากๆให้ยิ่งๆ ให้กว้างที่สุด เท่าที่จะให้ได้

ดังนั้น คำว่า “ความรัก” มิติที่ ๑ นี้ หากจะหมายเอาว่า เป็น “ความเห็นแก่ตัว” ก็ใกล้เคียงความจริงที่สุดแต่ถ้าหาก จะหมายเอาว่า เป็น “ความเผื่อแผ่-เสียสละ” ก็แคบและเล็กสุดๆ

ความรัก” ยังมีอีกหลายมิติ ซึ่งจะได้อธิบายต่อไปถึง ๑๐ มิติ ดังนี้

 

ความรัก มิติที่ ๑ กามนิยม

 

มิติที่ ๑ คือ ความรักที่เป็นเรื่องของความใคร่ เรื่องของ กาม เรื่องของการสมสู่ของผู้หญิงผู้ชาย เรื่องของคน ๒ คน หาก จะเห็นแก่กันและกันก็แค่อยู่ในวงวนของ“คนคู่”หรือคน ๒ คน ซึ่งเป็นความรักที่เผื่อแผ่แก่กัน อยู่แค่คน ๒ คน ความรักมิตินี้ ถ้ายิ่งรักมาก ติดใจในรสกามของคู่ตน สุขสมในรสใคร่ มากเท่าใดๆ ก็ยิ่งแคบมากเข้าๆ เท่านั้นๆ มันเป็นวงแคบ ที่เห็นแก่ แค่คู่รัก คู่ใคร่ ของตนเท่านั้น ถ้าแม้นติดมากยึดมาก ดูดดึงมาก ก็ยิ่งหวงแหนมาก ผูกมัด รัดรึง ตรึงใจ เป็นอุปาทานแน่นขึ้นๆ และหากยิ่งมีแต่ความใคร่มากขึ้นๆ ก็ยิ่งจะมืดซ้ำ ดำกฤษณา เป็น ความหลงใหล คลั่งไคล้ และหึงจัด รัดรอบรุนแรง ไม่มีคนอื่น แทรกเข้าได้เลย มีอะไรก็ทุ่มโถมให้แต่แก่เธอ แก่ความรักที่หลงติด ผูกแน่นนี้เท่านั้น หนักเข้าๆ จะเห็นแต่แก่ตัว โดยอาศัยคู่ที่ตน รักสุดนั่นแหละ เป็นเครื่องมือ หรือ เป็นองค์ประกอบ ในการเสพสม สุขสม ให้แก่ตน ยิ่งหลงในรสสุขนั้น มากเท่าใด ก็ยิ่งยึด เป็นของตัวของตนสนิทเนียนเข้าเป็นตน กระทั่งถึงขั้น ใครมอง ใครแตะต้องไม่ได้ จะหึงแรงจนถึงขั้น ทำร้ายคนที่มากล้ำกรายได้ ถึงขั้นเอาตายกันทีเดียว

อารมณ์ชนิดนี้ คือ ความเห็นแก่ตัวแท้ๆ คือ ความโลภเพื่อตัวเพื่อตนเต็มๆ คือ กามราคะสมบูรณ์แบบ หากจะ เรียกว่า “ความรัก” ก็เป็นความรักที่ต้องการ มาบำเรอตนนั่นเอง

การบำเรอตนเอง ไม่ใช่ “ความรัก” การได้มาสมใคร่ สมอยากแก่ตน เป็น “ความเห็นแก่ตัว”

ใครถ้าแม้นถึงขั้นปฏิบัติต่อคู่ของตนเยี่ยงทาสหรือเยี่ยง วัตถุบำบัดความใคร่ ไม่มีใจเผื่อแผ่เกื้อกูล ปรารถนาดีต่อคู่ ของตน แม้ด้านกายภาพ จะจ่ายวัตถุเข้าของเงินทอง ทรัพย์ศฤงคาร ให้ด้วยอากัปกิริยา ที่ดูเหมือนมีน้ำใจ เอื้อเอ็นดู เสียสละ ปานใดๆ ก็ตาม ก็เป็นเพียงค่าจ้าง ทุกอย่างเพื่อ “ตัวเอง” แท้ๆ คนผู้นี้ยังไม่ชื่อว่า “มีความรัก” เป็นแค่ผู้ “ให้” หรือผู้ “จ่าย” ค่าจ้าง เพื่อ บำเรอความใคร่ของตน

จนกว่าคนผู้นี้ จะมี “การเผื่อแผ่การเสียสละ” ให้แก่ “คู่” ของตน อย่างบริสุทธิ์ใจไม่ว่าจะ “ให้” วัตถุธรรม ให้รูปธรรม หรือ ให้นามธรรม ถ้าให้มาก ใจสะอาดมากก็ “รัก” มาก ให้น้อย ใจสะอาดน้อยก็ “รัก” น้อย เพราะการ “ให้” หรือ “สละ” ที่ออกไปจาก “ความรัก” เกิดจาก “ความรัก” นั้น จะมิใช่เพื่อแลกอะไร อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ เป็นอันขาด

“ความรัก” ไม่ใช่ “ความโลภ” หรือ “ความแลก” มาให้ตน

หากยังมีความโลภใดๆที่เหลือเป็นเศษเป็นส่วน อันต้องการแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ตน “ให้” หรือตน “สละ” อยู่เท่าใดๆ ก็ลด “ค่า ของความรัก” ลงตามจริงเท่านั้นๆ ยิ่งเป็นการ “ให้” หรือ “สละ” เพื่อแลกเอามา “เป็นของตนคนเดียว” หรือ “เป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ ต่อตน” ที่ตนจะได้ทาสนั้น ไว้บำเรอประโยชน์ แก่ตนแต่เพียงผู้เดียว ก็ยิ่งมิใช่ “การให้-การสละ” เลย แต่เป็น “การซื้อ” แท้ๆ ตรงๆ ป่วยการกล่าวถึงคำว่า “ความรัก”

ยิ่งชอบมาก ติดใจมากในรสกามของคู่ตน สุขสมใน รสใคร่มาก ที่เห็นคู่เสพของตน เจ็บปวดทุกข์ทรมาน ตนยิ่ง สุขสะใจ (sadist) นั่นยิ่งไม่ใช่ “ความรัก” แต่นั่นคือ การสุขสมอารมณ์ ที่ตนชอบความรุนแรงโหดร้าย ซึ่งฝังอยู่ส่วนลึก ในก้นบึ้งของจิตตนเอง เป็น “สัญชาตญาณหรืออนุสัย” (unconscious) ที่เจ้าตัวไม่สามารถ หยั่งลงไปล่วงรู้ ความจริงของ “จิตวิปริต” เหล่านี้ได้ เพราะมันเป็น “จิตไร้สำนึก” (unconscious) ที่เกิดจากตนเคย ยินดีในความรุนแรง และได้สะสม ความรุนแรง ใส่จิตตนมานาน

เช่น ชอบดูการแข่งขันที่เอาชนะคะคานกันอย่างถึงพริก ถึงขิง หรือชอบดูการต่อสู้ที่ฟาดฟันห้ำหั่นกัน ดูการทำร้าย เข่นฆ่า ยิ่งต่อสู้กันรุนแรง โหดเหี้ยมเท่าไหร่ ก็ยิ่งชอบ กระทั่งรุนแรงสูงขึ้น หยาบขึ้นๆ เป็นคนชอบความโหดร้าย จึงกลายเป็น “คนชอบในความรุนแรง ทุกข์ทรมาน เหี้ยมโหด ฝังลึกอยู่ในจิตไร้สำนึก” (sadist)

จิตที่ได้สั่งสม “ความชอบ หรือ รักรสชาติของความอำมหิต” เช่นนี้ เมื่อมาแสดงออกกับใคร ย่อมมิใช่ “ความรัก” แม้จะมี “การให้ การสละวัตถุธรรมรูปธรรมนามธรรม” กับคู่รักของตน มากเท่าใดๆ ก็ยังมิใช่ “ความรัก” แต่เป็นเพียง “สิ่งแลกเปลี่ยน” เพื่อให้ได้มาซึ่ง “ความอำมหิต” หรือ “ความวิปริต” ที่ฝังลึกอยู่ใน “จิตไร้สำนึก” ของตนโดยแท้

ถ้า “จิตวิปริต” ในความอำมหิตได้สั่งสมใส่จิตร้ายหนัก ยิ่งๆ ขึ้นไปกว่านี้ ก็ก้าวถึงขั้น “ตนสุขสะใจ เมื่อตนได้เจ็บเสียเอง ปวดเสียเอง ทุกข์เอง ทรมานเอง” (masochist) ไม่ว่าตนทำตนเอง หรือใครจะเป็นผู้กระทำให้ ก็สุขสะใจได้ทั้งนั้น เพียงแต่ว่า คนผู้อำมหิตถึงขั้น “ตนเองทำตนเอง” จึงจะสุขสะใจ นั้นแหละคือ ผู้มีจิตรุนแรงร้ายยิ่งกว่า ผู้ที่ “คนอื่นทำให้ตนเจ็บ” แล้วก็สุขสะใจ

ความรักมิติที่ ๑ นี้ เป็นความรักแบบเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าเพศตรงกันข้าม หรือวิตถารเพศเดียวกัน เป็นความรัก ที่เห็นแก่กันและกันอยู่ แค่ฉันกับเธอเท่านั้น หรือเห็นแก่ผู้อื่น ก็แผ่ออกไปแค่คนๆ เดียว วงรักจึงแคบอยู่แค่คน ๒ คน คือ ให้แก่กันและกันก็แค่ ๒ คน ซึ่งถ้าจัดจ้าน ก็มีอารมณ์หึงหวง แก่งแย่ง รุนแรง ถึงขั้นฆ่ากัน ฆ่าตนเองสังเวยชีวิต เซ่น บูชารัก ก็เป็นได้

ขึ้นชื่อว่า “กาม” มีแต่ความขาดทุน เพราะได้เสพอารมณ์กามสุขนิดหน่อย แต่ทุกข์ยากมากหลาย ทำลายก็หนักหนา เปลืองชีวิต เปลืองใจ เปลืองเวลา เปลืองแรงกาย เปลืองแรงสมอง เปลืองทุนรอน วัตถุทรัพย์สิน เป็นความผลาญพร่า เสียหายที่สุดในโลก ความรักมิติที่ ๑ นี้ จึงต่ำต้อย ด้อยค่าที่สุด นับว่าไร้คุณประโยชน์ ยิ่งกว่าความรักชนิดใดๆ

อารมณ์ “กามสุข” ก็เป็นแค่ “รสอร่อยที่หลงติด” (อัสสาทะ) ซึ่งเป็นเพียง “อารมณ์หลอกๆ ไม่จริง” ( อลิกะ) เพราะแท้ๆ มันเป็น “ความยึดมั่นถือมั่น” (อุปาทาน) ที่คนสามารถจะเลิก จะศึกษาปฏิบัติ ละล้าง จนหมดเกลี้ยง ไปจากจิต ของผู้หลงติด หลงยึด ให้สำเร็จ เด็ดขาดสัมบูรณ์ (absolute) ได้จริง อันเป็นเรื่อง “เหนือธรรมชาติ เหนือความวนเวียน” (โลกุตระ) หรือเป็นเรื่อง “ล้างสัญชาตญาณ การสืบพันธุ์แห่งสัตวโลก” (โลกุตระ) กันทีเดียว เรื่องนี้ก็คงยาก ที่จะเชื่อกัน แต่ขอยืนยันว่า “เป็นไปได้” (possible) หรือ “สามารถ ทำได้” (practicable) จริงแน่แท้ ศาสนาพุทธขอท้าทายให้มา พิสูจน์ (เอหิปัสสิโก)

สรุปแล้ว “ความรัก” มิติที่ ๑ นี้ หากใครจะหมายเอาว่าเป็น “ความเห็นแก่ตัว” ก็ช่างเห็นแท้ดูจริงมากยิ่งเหลือเกิน เพราะ กิเลสพาให้เกิด สภาพเช่นนั้นจริง จนทำให้คนมากหลาย เข้าใจผิด ว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นได้ แต่ถ้าหากหมายเอาว่าเป็น “ความเผื่อแผ่-เสียสละ” ก็เป็นแค่ “ให้” เพื่อแลกกับที่ตนจะได้เสพ “รสอร่อยที่ใคร่อยาก” (อัสสาทะ) เป็นการเกื้อกูล วนแคบอยู่แค่กับคนๆเดียว หรือเกื้อกูลแก่กันและกันอยู่แค่ “คน ๒ คน””

ความรัก มิติที่ ๑ นี้ จึงเรียกว่า “กามนิยม” หรือ “เมถุนนิยม

หากใครยังกำจัดกิเลสของตนให้ลด “ความเห็นแก่ตัว” ที่เผื่อแผ่แก่กันและกันอยู่แค่คน ๒ คนนี้ ไม่ได้ เมื่อได้ก่อกรรม ผูกเวรขึ้น มีคู่จนเป็นภาระแท้จริงเสียแล้ว ก็ควรจะต้องเมตตา หรือปรารถนาดี แก่คู่ของตนบ้าง ควรจะต้อง พากเพียร แบ่งใจ แบ่งพลังงาน แบ่งเวลา แบ่งทุนรอน เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล เสียสละให้คู่ของตน ควรจะต้องรับผิดชอบ ตามหน้าที่อันสมควร มิเช่นนั้น ก็จะได้ชื่อว่า ยิ่งต่ำเพราะเลวซ้ำเลวซ้อน

แต่นั่นแหละ อย่างไรมันก็เป็นความแคบ “ความรัก” อื่น ที่ประเสริฐกว่านี้ ยังมีอีกมาก ควรศึกษาเสริมสร้างความรัก ที่เป็นคุณค่าประโยชน์ เกื้อกูลต่อผู้อื่น พลังงานและเวลา แม้แต่ ทุนรอน ทรัพย์วัตถุ โดยเฉพาะจิตใจ ซึ่งคนอื่นๆ อีกมากหลาย ในโลกที่ควรได้ประโยชน์

“ความรัก” ไม่ใช่เรื่องแค่ “คน ๒ คน” เท่านั้นแน่ๆ ที่เราจะเกื้อกูลแบ่งใจแบ่งชีวิต แบ่งพลังงาน แบ่งเวลา แบ่งทุนรอน เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ หรือเสียสละให้ เพราะผู้อื่นมีอีกมากมายในโลก ที่เราจะ เอื้อมเอื้อ เกื้อกว้าง ออกไป จากตัวจากตน ที่เป็นวงแคบเพียง ๒ คน หากได้ศึกษาพุทธธรรม ถึงขั้นโลกุตระ ประพฤติตน ให้บรรลุมรรคผล ดีขึ้นสูงขึ้น ลดกามลดกิเลส ที่ทำให้เห็นแก่ตัวอยู่ ออกไปได้อีก มากเท่าใดๆ “ความรัก” ก็จะเป็น “ความเกื้อกูลเสียสละ” ที่เจริญงอกงาม ไปสู่ความประเสริฐ ยิ่งๆ ขึ้น เท่านั้นๆ

หากใครสามารถลดความสูญเสียพลังงาน ทั้งพลังกาย พลังใจ ลดความสูญเสียเวลา ลดความสูญเสีย ทุนรอน เพื่อความรัก มิติที่ ๑ นี้ลงได้มากเท่าใดๆ หรือที่สุด ไม่ต้องสูญเสียอะไร เพื่อความรักมิตินี้เลย ก็นั่นแหละคือ ความหลุดพ้นจาก “ความรัก มิติที่ ๑” นี้สำเร็จ

 

ความรัก มิติที่ ๒ พันธุนิยม

 

มิติที่ ๒ คือ ความรักระหว่างสายโลหิต หรือพ่อ-แม่-ลูก ก็ขยายขอบเขตของความรักกว้างขึ้นมาอีกนิด แต่ก็ยังแคบมาก มีขอบเขตอยู่แค่ แวดวงสายเลือดชั้นแรก ชั้นเดียวเท่านั้น ความรัก ที่ยังไม่แผ่กว้างออกไปมากกว่านี้ จึงเป็นความรัก ที่ยังอยู่ในแวดวง ที่วนแคบ ไม่เป็นประโยชน์กว้าง เกื้อออกไปสักเท่าใด นัยเดียวกัน ถ้ารักอย่างหลงเฉพาะ แวดวง พ่อแม่ลูกนี้ ยิ่งหนักยิ่งมากเท่าใด ก็จะหวงแหน ตระหนี่ถี่เหนียว เพื่อแวดวงแคบๆ แค่นี้ไป ตลอดชีวิต จะเผื่อแผ่ออกไป แก่ผู้อื่น หรือ วงนอกได้ยาก อะไรๆ ก็จะลำเอียง เพื่อแวดวงเท่านี้ ก่อนอื่นเสมอ จะสะสมทุกสิ่งทุกอย่าง ไว้ให้แก่คนในวงวนของ “พ่อ-แม่-ลูก” เท่านี้แหละ เป็นอุดมการณ์อันเอก

“ความรัก” คือ ความเผื่อแผ่ แต่สำหรับความเผื่อแผ่ของคนที่มีความรักมิติที่ ๒ นี้ ไม่ว่าจะเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น แก่ใครๆ แม้แต่ญาติ ที่นอกไปจากวงวนของ “พ่อ-แม่-ลูก” แล้ว จะยังฝืนใจอยู่ไม่มากก็น้อย จิตใจจะยังไม่ว่าง สะอาด ปราศจากธุลี แห่งความตระหนี่ ไปได้ง่ายๆ ถ้าจะให้จะสละแก่ผู้นอกวงวนของ “พ่อ-แม่-ลูก” ก็เพราะจำนน ไม่เช่นนั้น ก็เพื่อที่จะได้ ผลข้างเคียง ตอบแทนอยู่ ไม่มากก็น้อยเสมอ ถึงแม้จะมีบางครั้งบางเรื่อง ที่ได้เผื่อแผ่ หรือเสียสละ อย่างสะอาด ปราศจากธุลีแห่งความตระหนี่ แก่ผู้เป็นคนนอกวงวนของ “พ่อ-แม่-ลูก” อยู่บ้าง ก็อาจจะมีได้บ้างเป็นแน่ แต่ก็สะอาด หมดจดยาก หรือทำได้น้อยครั้ง น้อยเรื่องเต็มที ฉะนี้แลคือ คนที่มี “ความรัก” อยู่ใน มิติที่ ๒

ดังนั้น “ความจริง” ในคนที่มีความรัก มิติที่ ๒ นี้ จะพึง “ไม่เห็นแก่ตัว” ซึ่งเป็น “ความรัก “ที่แท้ ก็จะไม่เห็นแก่ตัวหรือเสียสละ ให้ได้อย่างไร้ธุลี แห่งความตระหนี่ ก็เฉพาะในวงวน ระหว่าง “พ่อ-แม่-ลูก” กันอยู่แคบๆ เท่านี้ ไม่ว่าจะเสียสละวัตถุธรรม หรือนามธรรม ก็จะมีความเผื่อแผ่ หรือเสียสละ แก่กันและกันได้ สะอาดหมดจดจริง เฉพาะในวงวนระหว่าง “พ่อ-แม่-ลูก” กันอยู่ แคบๆ เท่านี้ เท่านั้น กระนั้นก็ดี แม้ระหว่าง “พ่อ-แม่-ลูก” นี้ ก็เถอะ ก็ยังมีความตระหนี่ มีความหวงแหน แทรกปนอยู่บ้าง ในบางอารมณ์ บางเรื่องบางราว บางครั้งบางคราว

แต่ถึงอย่างไร การเผื่อแผ่ การเสียสละของคนก็ย่อมมีแก่ผู้อื่น อันนอกเหนือจากวงวนของ “พ่อ-แม่-ลูก” นี้อยู่บ้าง ทว่า “การให้หรือการเสียสละ” ส่วนมากของคนที่อยู่ในฐานะ ผู้ที่ชื่อว่ามี “ความรัก มิติที่ ๒” นี้ ก็จะยังไม่บริสุทธิ์ สะอาด เหมือนการเสียสละ แก่กันและกันของ “พ่อ-แม่-ลูก” ได้ง่ายนักหรอก หรือ จะบริสุทธิ์บางครั้งบางคราว ก็ในกรณี ที่พิเศษจริงๆ น้อยครั้งน้อยราย ซึ่งไม่มากพอ ที่จะทำให้ผู้อยู่ในฐานะคนที่ชื่อว่ามี “ความรัก” แค่ “มิติที่ ๒” นี้ เลื่อนฐานะขึ้นไปสู่ ฐานะที่มีคุณค่า สูงขึ้นอีกขั้น

คงจะไม่สับสนนะว่า “การเห็นแก่ตัว” นั้นไม่ใช่ “ความรัก” “การเผื่อแผ่-การเสียสละ-การมีคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น” ต่างหาก คือ “ความรัก” เพราะฉะนั้น “การเผื่อแผ่-การเสียสละ-การมีคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น” ที่มีลักษณะแคบๆ วนอยู่แค่ “พ่อ-แม่-ลูก” เท่านี้ จึงเป็น “ความรัก” มิติที่ ๒ ซึ่งมีลักษณะ กว้างเกื้อขึ้นมาจาก “ความรัก” แค่วงวนของ “คนคู่” หรือ “คน ๒ คน” เพิ่มมามีแก่ลูก ก็เกื้อกว้างขึ้นอีกนิด สูงกว่า “ความรักมิติที่ ๑”

ถึงอย่างนั้น มิติที่ ๒ นี้ก็ยังเป็นความรักขั้นที่ยังไม่สูงเลย เพราะเป็นความรักที่ยื่นยาวออกไปแค่ “พ่อ-แม่-ลูก” ซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้อื่น น้อยนิดอยู่นั่นเอง เป็นความรัก ที่จำกัดวงรักแคบอยู่แค่ สายเลือดชั้นเดียว หรือ เห็นแก่ผู้อื่น อยู่ในวงแคบแค่ “พ่อ-แม่-ลูก” เพียงเท่านี้ ความรักมิติที่ ๒ นี้ แม้จะเริ่มดีขึ้น แต่จัดเป็นความรัก ที่แผ่ออกไปเห็นแก่ผู้อื่น ยังไม่ถึงไหนเลย

แม้จะเผื่อแผ่แก่กันและกันในวงวนแห่งความเห็นแก่ คนนั้นคนนี้ ระหว่าง “พ่อ-แม่-ลูก” นี้ก็เถอะ ก็ยังมีความซับซ้อน ของความลำเอียงกันไปมา อีกนักกว่านัก เพราะกิเลสในแต่ละคน

ความรัก มิติที่ ๒ นี้ จึงได้ชื่อว่า “พันธุนิยม” หรือ “ปิตุปุตตานิยม”

 

ความรัก มิติที่ ๓ ญาตินิยม

 

มิติที่ ๓ คือ ความรักที่แผ่ออกมาถึงญาติ ก็กว้างขึ้นมาอีกนิด นอกจาก “พ่อ-แม่-ลูก” แล้ว ก็แผ่ความรักออกไป ละเอียดลึกซึ้งขึ้น กว้างขึ้น ถึงญาติวงศ์พงศา หากผู้ใดมีคุณลักษณะ ของความรักเกื้อกว้างออกมา เผื่อแผ่แก่ญาติ ยิ่งมากชั้น มากระดับ ออกไปเท่าใดๆ จริง ก็ดีกว่าความรัก ๒ มิติต้น มากเท่านั้นๆ แต่ ก็ยังอยู่ในแวดวง ที่นับเนื่องเอาแค่ วงศาคณาญาติของตน ซึ่งเป็น การยึดติดหลงใหล ในเชื้อสาย เผ่าตระกูล หรือ รวมเอาผู้ที่เป็นพรรคเป็นพวก อันนับเนื่องเป็นคนสนิท ระดับ “คนใน” ด้วย

ในความเป็นคน มันน่าจะมีคุณค่ามีความสำคัญ ที่ควรเห็นแก่หรือควรเผื่อแผ่ กว้างเกื้อกันมากกว่า ที่จะยึดติดอยู่แค่ใน วงศาคณาญาติ และพรรคพวกที่สนิทเท่านั้น ไม่น่าจะหลงใหล ลำเอียง ให้ความสำคัญ กันอยู่แต่สายเลือด “คนใน” หนักข้อเกินไป จริงอยู่ตามความรู้กันสามัญทั่วไป ก็ต้องนับเนื่อง เป็นหน้าที่ควร เกื้อกูลช่วยเหลือเผื่อแผ่ ผู้ที่เป็นญาติก่อน ก็ถูกล่ะ “ญาตกานัญจ สังคโห” การเกื้อกูลช่วยเหลือสงเคราะห์ญาติ เป็นมงคลอันอุดม พระพุทธเจ้า ก็ตราไว้อยู่ชัดๆ ก็ต้องทำอยู่แล้ว ตามสมควรแน่นอน

แต่ก็มีความสำคัญอื่นที่เป็นเงื่อนไขสมควรกว่า เข้าไปเป็นตัวแทรกอีกมาก ในสังคมแห่งความเป็น มนุษยชาติ ทั้งหลาย ซึ่งบางทีก็น่าจะเห็นแก่คนอื่น ที่ไม่ใช่ญาติก่อน เพราะสมควรกว่า มีประโยชน์สำคัญ อย่างมีเหตุมีผล มีหลักฐาน อันเหมาะยิ่ง จริงกว่า ไม่เช่นนั้น จะเกิดความเสียหาย ที่ส่งผลกระทบมากมาย คุณค่าประโยชน์ของ “ความรัก” ก็จะคับแคบ เพราะเห็นแต่แก่ “วงใน” เผ่าตระกูล พรรคพวกคนสนิทเกินไป

ดังนั้น คนที่มีลักษณะของ “ความรัก” ที่มีน้ำหนัก มุ่งอยู่แต่ในวงญาติมิตร “คนใน” ดังกล่าว จึงเป็น “ความรัก” ที่มีคุณค่าประโยชน์ ซึ่งจะมากหรือจะน้อย ก็อยู่แต่เพียงในวงวนของ วงศาคณาญาติของตนๆ เท่านั้น ถึงแม้จะมีการเผื่อแผ่ เพื่อผู้อื่นอยู่บ้าง ก็ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว ว่า เป็นธรรมดาที่ใครก็ตาม ก็ย่อมจะมีการเกื้อกูล เผื่อแผ่ คนทั่วไปใดอื่นอยู่บ้างแน่ แต่มันก็เป็นการกระทำที่ไม่ใช่ทำอย่างมีใจใสสะอาด บริสุทธิ์จริง หรือ ไม่มีความปรารถนาดี เหมือนให้ลูก ให้ญาติ ให้คนสนิทเสียทีเดียว และไม่มีสัดส่วน ที่มากทั้งคุณภาพ และทั้งปริมาณ เพียงพอ อันจะจัดเข้าข่ายเป็นผู้มี “ความรัก” ถึงขั้น “มิติ” ที่สูงขึ้นจริงได้

คนที่มีลักษณะและพฤติกรรมเช่นดังกล่าวนี้ จึงจัดอยู่ในฐานะผู้มี “ความรัก” ที่กว้างเกื้ออยู่แต่ใน วงศาคณาญาติคนใน

เรียกชื่อ ความรัก มิติที่ ๓ นี้ว่า “ญาตินิยม” หรือ “โคตรนิยม”

 

ความรัก มิติที่ ๔ ชุมชนนิยม

 

มิติที่ ๔ คือ ความรักที่เริ่มขยายออกสู่ผู้อื่นที่นอกจากญาติ เป็นการขยายความรัก ที่อยู่แค่ในวงศาคณาญาติ ออกไปสู่ หมู่มิตรสหาย อันเป็นสังคมใกล้ชิด มิตรสหายที่กว้างขึ้น กว่าเพียงวงศ์ญาติเท่านั้น ออกไปได้อีก อาจจะแผ่ความรักความเกื้อกูล ออกไปแค่เพื่อนฝูงหมู่คณะ ยังไม่กว้างมากมาย ถึงระดับมีใจมุ่งหมาย เพื่อประชาชนทั้งชาติ ทั้งประเทศทีเดียว แต่ก็เป็นความเห็นแก่ผู้อื่น เผื่อแผ่กว้างเกื้อ กระจายออก จากขอบแคบ แค่วงศ์ญาติพี่น้อง สายโลหิตมากขึ้น แผ่ความรัก สู่มวลชนเพื่อนพ้อง กว้างขึ้น เป็นกลุ่มชุมชน เป็นตำบล อำเภอ จังหวัด เป็นความรักที่มีภาระมากขึ้น ก็ต้องนับว่า เป็นความรัก ที่มีคุณค่าสูงขึ้น เพราะความรักเช่นนี้ คือการลดความเห็นแก่ “ตัวเรา-ของเรา” ที่เป็นแค่ วงศาคณาญาติ ซึ่งยังแคบ ก็ขยายกว้างขึ้น ไปสู่มวลมนุษยชาติ เพิ่มขึ้นแล้ว จึงนับว่ามีคุณค่าเพิ่มขึ้นกว่า “ความรัก” มิติที่ ๓

ใครก็ตามที่เห็นแก่ความสุขของผู้อื่นที่กว้างขึ้น สามารถเสียสละเผื่อแผ่ หรือ ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ได้มากไปกว่า วงศาคณาญาติ แม้จะเป็นเพียงมิตรสหาย แวดล้อมก็ดี หรือผู้คนอื่นๆ ในแวดวงใกล้ๆ ก็ตาม ก็นับว่า มีความรักที่เจริญขึ้น เป็นความรักที่ดีงาม เป็นประโยชน์ใหญ่กว้างขึ้น มีค่าสูงขึ้น ตามความเอื้อเฟื้อ เกื้อกว้าง ที่กว้างขึ้นๆ นั้นๆ จะแผ่ขยายออกไปจริง ยิ่งเผื่อแผ่กว้างเกื้อออกไป ได้มากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งเป็น “ความรัก” ที่มีคุณประโยชน์สูงค่ามากขึ้นเท่านั้น

ความรัก มิติที่ ๔ นี้ เรียกว่า “ชุมชนนิยม” หรือ “สังคมนิยม”

 

ความรัก มิติที่ ๕ ชาตินิยม

 

มิติที่ ๕ คือ ความรักที่เป็นอุดมการณ์เพื่อชาติเพื่อประเทศ หากผู้ใดมีความรู้สึกนึกคิด หรือมีอุดมการณ์ ต้องการช่วยเหลือ เกื้อกูล กว้างออกไปกว่าความรักแค่ “มิติที่ ๔” เป็น ความรักความปรารถนา ถึงขั้นหมายใจ จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้คนทั่วไป ในประเทศชาติจริง ไม่แคบอยู่แค่รักเพื่อน เผื่อแผ่เพื่อคนใกล้ตัวเราเท่านั้น หรือไม่เล็กอยู่แค่ หมู่กลุ่มชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัด ซึ่งเป็นสัดส่วนในประเทศเท่านั้น แต่เป็นความเกื้อกว้าง ที่มีน้ำใจ คิดเห็นแก่คนทั้งชาติ ทั้งประเทศจริงๆ และไม่ใช่เพียงความรู้ว่า มันเป็นอุดมการณ์ ที่ดีอยู่แค่นั้น หรือไม่ใช่เพียงเป็น คารมโก้ๆ ลีลาเก๋ๆ ของคนหาเสียงให้แก่ตน เท่านั้นด้วย แต่ต้องเป็น “ความจริงของจิต ที่เกิดความรู้สึกรัก และปรารถนา ตามอุดมการณ์นี้แท้ๆ” ยิ่งมีน้ำหนัก หรือมีความเข้มข้น ของน้ำใจ และความเป็นไปได้จริง มากยิ่งเท่าใดๆ ก็ยิ่งประเสริฐสูงส่ง ยิ่งๆ เท่านั้นๆ

ความรัก ระดับมิติที่ ๕ นี้ เรียกว่า “ชาตินิยม” หรือ “รัฐนิยม”

และจะจริงยิ่ง หากคนผู้นี้มีพฤติกรรมพากเพียร พยายามกระทำเพื่อให้เกิดผล ตามอุดมการณ์ ที่สุดจะจริง สมบูรณ์ทีเดียว ถ้าแม้นผู้มี “ความรัก” นั้นบริสุทธิ์จากความแฝง เพื่อผลประโยชน์ ให้เกิด ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข แก่ตน

ซึ่งเป็นความเจริญของความรักความปรารถนาดี อย่างเห็นได้ชัดขึ้นไปอีกว่า เป็นคุณค่า ของความเป็นมนุษย์แน่แท้ หากใครสามารถเผื่อแผ่ เกื้อกว้างออกไป ได้มากเท่าใดๆ ก็ยิ่งเป็นคุณงามความดี มากเท่านั้นๆ

ด้วยสามัญสำนึก ความเข้าใจแค่นี้ ใครๆ ก็คงจะรู้กันได้อยู่แล้ว เพราะไม่ใช่ความลึกล้ำอะไรนักหนา แต่มันก็เป็น “ความจริง” ของคน ที่ “จิตจริง” อันจะพึง “เป็น” จริง กล่าวคือ สมรรถนะของใครจะมี “ประสิทธิภาพแห่งความรัก” กว้างเกื้อได้ มากน้อยแค่ใด ก็ย่อม “เป็น” ได้ตามสมรรถนะของผู้นั้นๆ ถ้าจะเอาแค่ “ความคิดฝัน” ทุกคนที่มีปัญญาเข้าใจได้ ก็คิดได้ พูดได้ แต่ “ความจริงของความเป็นไปได้” ตามที่ตนคิดได้ ตนพูดได้นั้น มันเป็นจริงไปได้ ตามความคิด ตามคำพูดนั้นไหม?

“ความรัก” ในที่นี้ต้องเป็น “ความจริง” โดยเฉพาะเป็น “ความจริง” ที่เกิดในจิตของคนผู้นั้นจริง ที่ต้องเป็น “ความรู้สึกในจิตของตนเอง เกิดอารมณ์นั้นๆแท้ๆ” ไม่ใช่แค่ “คิด” หรือแค่ “รู้”

ที่เรากำลังเรียกว่า “ความรัก” นี้ มันต้องมีภาวะเป็น “อารมณ์ความรู้สึกเกิดขึ้นจริงในจิตของผู้นั้น” และ มีสมรรถนะถึงขั้น “เป็นไปได้” (possible) หรือ “สามารถทำได้” (practicable) จริง มิใช่แค่ “รู้” แค่ “พูด” แต่ปากอยู่เท่านั้นด้วย

เช่น “ความรัก” ของนาย ก. มี “ความจริงของความเป็นไปได้” แค่..มิติที่ ๔ “ชุมชนนิยม” หรือ “สังคมนิยม” เท่านั้น หรือบางทีอาจจะแย่กว่านั้นคือ มี “ความจริงของความเป็นไปได้” แค่..มิติที่ ๓ แค่นั้น ดีไม่ดีอาจจะแค่.. มิติที่ ๒ ด้วยซ้ำ ก็เป็นได้ แต่นาย ก. นึกว่าตนมีสมรรถนะ ถึงขั้นมิติที่ ๕ คุยฟุ้งตามที่ตนหลงว่าตนเป็น หาเสียงให้แก่ตนเองไปทั่ว ว่าตนมีความรักระดับ “ชาตินิยม” หรือ “รัฐนิยม” ซึ่งเป็นสมรรถนะที่กว้าง เผื่อแผ่ออกไปถึงขั้น “ความรักชาติรักประเทศ” ทีเดียว แต่ความเป็นจริงนั้นนาย ก. ทำได้ หรือเป็นได้แค่ “ความรัก” มิติที่ ๔ หรือ แค่ ๓ แค่ ๒ เท่านั้น ถ้าอย่างนี้ “ความรัก” ของนาย ก. ก็ยังไม่ใช่ระดับ “มิติ ที่ ๕” จริง “ความรัก” ของคนผู้นี้ ยังไม่ถึงขั้นมีความจริงเข้าข่าย ที่ชื่อว่า ผู้มีความรัก ระดับมิติที่ ๕ “ชาตินิยม” หรือ “รัฐนิยม” เพราะ “ความเป็นจริง” หรือ “ภาวสัจจะ” ยังไม่ถึงขีดถึงขั้น

ใครจะสามารถรู้ความจริง หรือรู้สัจจะของ “ความรัก” ได้ ถูกต้องถ่องแท้ ก็ยากอยู่ จะต้องศึกษาฝึกฝน จนรู้แจ้ง หยั่งถึงสัจธรรม ของความเป็น “คุณค่าประโยชน์” (อัตถะ) ทั้งในสภาพที่เป็น “ประโยชน์ตน” (อัตตัตถะ) “ประโยชน์ผู้อื่น” (ปรัตถะ) “ประโยชน์ ๒ ฝ่าย” (อุภยัตถะ) หรือ “ประโยชน์สามัญ ที่ต่างก็รู้ๆ กันได้ ในระดับ ของโลกียะทั่วไป ที่เรียกว่าโลกนี้” (ทิฏฐธัมมิกัตถะ) และ “ประโยชน์ขั้นสูงขึ้น สู่โลกหน้า หรือโลกอื่น ซึ่งเป็นโลกที่ก้าวหน้าขึ้นไป ถึงระดับโลกุตระ” (สัมปรายิกัตถะ) ที่สำคัญก็คือ ประโยชน์ที่เป็นความเจริญถึงจิต ถึงเจตสิก อันเป็นขั้น “บรมประโยชน์ หรือประโยชน์ขั้นสูง ถึงความเป็นอาริยสัจธรรม” (ปรมัตถะ) โน่นแหละ จึงจะพอรู้ “ความจริงตามความเป็นความมีจริง” ดังที่ได้สาธยายมา

 

ความรัก มิติที่ ๖ สากลนิยม

 

มิติที่ ๖ คือ ความรักมวลมนุษยชาติทุกชาติทุกภาษา ที่เป็นมนุษย์ในโลก ไม่จำกัดเฉพาะ ในชาติของตน เท่านั้น ยิ่งเห็นได้ชัดว่า เป็นความรักความปรารถนาที่แผ่กว้างเกื้อกูลออกไป อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ในด้านรูปธรรม แห่งมวลมนุษย์ เพราะ เป็นความรัก ที่เผื่อแผ่ต่อมนุษยชาติไปทั้งโลก ไม่จำกัดผิวพรรณ เพศ วัย เชื้อชาติ ชั้นวรรณะกันแล้ว เป็นความรักระดับโลกาภิบาลทีเดียว คือ รักปรารถนาจะให้แก่ทุกคน เป็นอุดมการณ์ที่สูงส่งยิ่งแล้ว สำหรับมนุษย์ที่พึงกระทำ พึงแสดงออกทางรูปธรรม หากผู้ใด มีจิตใจที่มีความรู้สึกนึกคิด และได้พากเพียร ประพฤติตามอุดมการณ์ ดังกล่าวนี้จริง ทำได้เป็นได้จริง ก็นับเป็นผู้มีความรัก ที่มีคุณค่าสูงส่ง ขึ้นไปกว่ามิติที่ ๕ แน่นอน

และไม่ใช่เพียงความรู้ว่ามันเป็นอุดมการณ์ที่ดีอยู่แค่นั้น หรือไม่ใช่เพียงเป็นคารมโก้ๆ ลีลาเก๋ๆ ของคนหาเสียง ให้ตนเท่านั้นด้วย แต่ต้องเป็น “ความจริงของจิต ที่เกิดความรู้สึกรัก และปรารถนา ตามอุดมการณ์นี้แท้ๆ และ ต้องมีสมรรถนะ สมคล้อยสอดคล้อง ด้วย” ยิ่งมีน้ำหนัก หรือมีความเข้มข้น ของน้ำใจ และประสิทธิภาพ มากยิ่งเท่าใดๆ ก็ยิ่งประเสริฐสูงส่ง เลอเลิศยิ่งๆ เท่านั้นๆ

และจะจริงยิ่งหากคนผู้นี้มีพฤติกรรมพากเพียรพยายามกระทำ เพื่อให้เกิดผล ตามอุดมการณ์ได้จริง ที่สุดจะจริงสมบูรณ์ ทีเดียว ถ้าแม้นผู้มีความรักนั้น บริสุทธิ์จากความแฝง เพื่อผลประโยชน์ ให้เกิดลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข แก่ตน

ซึ่งเป็นความเจริญของความรักความปรารถนาดีอย่างเห็น ได้ชัดขึ้นไปอีก ว่าเป็นคุณค่า ของความเป็นมนุษย์ แน่แท้

ความรัก ระดับมิติที่ ๖ นี้ เรียกว่า “สากลนิยม” หรือ “จักรวาลนิยม

ก็เป็น “ความรัก”ที่มีคุณค่าประเสริฐสูงส่งขึ้นไปยิ่งๆ ขึ้น ที่ผู้มีปัญญาสามัญก็พอเข้าใจได้ ทว่า “ความจริง” ที่คนจะเป็นได้จริง มีสมรรถนะถึงขั้นจริงนั้น ก็หายากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ส่วนมากก็มีแต่ “อุดมการณ์” แต่เป็นจริงยังไม่ได้ และพูดคุยโวโอ้อวด จนกลายเป็นคนหลอกลวงชาวโลกไปก็มีมากมาย

 

ความรัก มิติที่ ๗ เทวนิยม

 

มิติที่ ๗ คือ ความรักที่แผ่กว้างไปสุดมหาเอกภพ ทีเดียว ซึ่งหมายถึงนามธรรมอันยิ่งใหญ่ ที่รักทุกสรรพสิ่ง ซึ่งเป็น ความรักระดับ “พระเจ้า” เป็นความรักที่ไม่มีขีดขั้น รักแม้กระทั่งศัตรู ไม่มีการแบ่งมิตร แยกศัตรูกันอีกแล้ว ถึงขนาดใครจะ “ตบแก้มซ้าย ก็ยังจะต้องยื่นแก้มขวา ให้เขาตบซ้ำ อีกด้วย”

ซึ่งมุ่งหมายเข้าหาความดีงามทางนามธรรมมากขึ้น โดยนับถือว่า มี “พระเจ้า” เป็นอำนาจหลัก แห่งคุณงามความดี และ เป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด กว่าสิ่งใดๆทั้งปวง ทุกคนมุ่งมั่น สร้างแต่ความดีงาม หากใครทำแต่ความดี ไม่ทำความชั่วแล้ว จะได้ไปอยู่กับพระเจ้า ดังนั้น ทุกคนจึงต้องมีความรักในพระเจ้า และ ทำตนให้มีความรัก ดุจเดียวกับพระเจ้า ผู้ทรงรักทุกสิ่งทุกอย่าง

เป็นการฝึกตนให้เป็นคนดี ตั้งหน้าตั้งตากระทำแต่ความดีงาม ตนจะต้องทิ้งความไม่ดีทั้งมวล หยุดความไม่ดีทั้งปวง ให้หมด พยายามไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ขี้เกียจ อดทน บุกบั่น มีเมตตามหาศาล แผ่ไปทุกทิศ ต้องเป็นคนเสียสละ เพื่อมวลมนุษย์ทั้งโลกให้ถ้วนทั่ว

เป็นการมุ่งฝึกฝนตนให้ดีเป็นที่ตั้ง อะไรไม่ดีไม่ทำ ละทิ้ง ความไม่ดีแบบไม่ต้องใส่ใจเลย มีแต่มุ่งมั่น เข้าหาความดี เท่าที่จะสามารถ ส่วนเรื่องความชั่ว ก็เพียงละเว้นความชั่ว ความไม่ดี ไม่งามทั้งมวล ให้ได้ด้วยความอดกลั้น ด้วยการทิ้งมันไปดื้อๆ หรือจงละลืมไปให้สนิท ไม่รับรู้เป็นดีสุด ให้เอาจริงเอาจัง อยู่กับการอุตสาหะวิริยะ ทำแต่คุณงามความดี อย่างทุ่มโถมทีเดียว ส่วน “ความไม่ดี” นั้น ผู้มีลัทธิ “พระเจ้า” จะไม่ค่อยสนใจ ไม่ใส่ใจเรียนรู้ ให้ทะลุปรุโปร่งเหมือนพุทธศาสนา ไม่มีการเจาะลึก เข้าไปหา “หัวใจ” ความไม่ดี แล้ว “ทำลายหัวใจความไม่ดี” นั้นๆ ให้ดับสูญเด็ดขาด แบบศาสนาพุทธ

จะภาคภูมิดีใจอิ่มเอมใจที่ได้ทำดี โดยมีคติแน่วแน่ว่า “ทำดีแล้วจะได้ไปอยู่กับพระเจ้า ในสรวงสวรรค์ นิรันดร” ความเป็น”พระเจ้า”ก็ดี ความมี”สรวงสวรรค์นิรันดร” ก็ดี เหล่านี้เป็นสภาพที่ยังเป็นภพเป็นชาติ เป็น “อัตตา” หรือ “อาตมัน” สำหรับ “พระเจ้า” ก็เรียกว่า “ปรมาตมัน” สรวงสวรรค์ ก็คือ “ภพ” คือ “ดินแดนแห่งพระเจ้า”

เป็นความรักที่นับว่ามีคุณค่ามหาศาล เพราะรักมวลชนทุกคน ใครทุกข์พยายามช่วยให้ได้ทั้งหมด แม้ที่สุด ตัวเองจะตาย ก็ยอม อย่างเช่น พระศาสดาของศาสนา ที่นับถือพระเจ้ามากมาย เช่น พระเยซู แห่งคริสต์ศาสนา พระโซโรเอสเตอร์ แห่งศาสนาโซโรเอสเตอร์ พระบาฮาอุลลาห์ แห่งศาสนาบาไฮ แม้แต่คุรุนานัก แห่งศาสนาซิกส์ ล้วนแต่นักเสียสละชั้นยอด เสียสละ กระทั่งชีวิตกันแทบทั้งนั้น

ซึ่งล้วนเป็นศาสนาที่บูชายึดถือ “พระเจ้า” ยึดถือ “God” เป็นความรักที่จัดอยู่ในลักษณะ “เทวนิยม” ซึ่งเป็นลัทธิบูชา “ปรมาตมัน” หรือ “พระวิญญาณยิ่งใหญ่” และไม่ได้ศึกษา เจาะลึกเข้าไป ในความเป็น “อัตตา” หรือ “ปรมาตมัน” กันอย่างละเอียด เฉพาะอย่างยิ่ง จะยังไม่รู้เรื่องของ “อนัตตา” เลย แต่ก็เป็น ศาสนาที่เต็มไปด้วย “พลังสร้างสรรค์” ช่วยมนุษยชาติไว้ได้อย่างมากมาย เพียงแต่ว่า ไม่มีทางหมดสิ้น “อัตตา” เพราะไม่ได้ศึกษาความเป็น “อัตตา” ทั้งของ “กิเลส” และของ “พระเจ้า”

เป็นศาสนาที่ทั้งมุ่งทั้งมั่นไปสู่ “ภพชาติ” แห่งความเป็น “พระเจ้า” ซึ่งเน้นสอนเน้นทำกันแต่ในฝ่าย “คุณงามความดี” เพื่อ มวลมนุษยชาติ อย่างเอาจริงเอาจัง ทุกพลังแห่งจิตวิญญาณ จึงล้วนผนึกแน่น เข้าเป็นหนึ่งเดียวกับ “พระเจ้า” ความเป็น “พระเจ้า” ของศาสนาแบบ “เทวนิยม” จึงเป็น “อัตตา” ที่ใหญ่ยิ่ง ที่เรียกว่า “ปรมาตมัน” ก็ถูกต้องที่สุด “พระเจ้า” คือ “ปรมาตมัน” ที่นิรันดร์อมตะ เป็น “อัตตา” หรือ “อาตมัน” ที่ไม่มีวันสูญสลาย ซึ่งตรงกันข้ามกับศาสนาพุทธ ที่รู้แจ้งแทงทะลุ “อัตตา” และสามารถปฏิบัติ เพื่อสู่ความเป็น “อนัตตา” ได้สำเร็จ เป็นที่สุด

จุดนี้แหละที่สำคัญยิ่งนัก เพราะเป็นจุดต่าง ระหว่างศาสนาที่เป็น “เทวนิยม” กับศาสนาที่เป็น “อเทวนิยม”

กล่าวคือ ศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นศาสนาแบบ “อเทวนิยม” นั้น ศึกษาความเป็น “อัตตา” หรือ “อาตมัน” ของจิตวิญญาณ อย่างละเอียดครบหมด ทั้ง “อัตตา” ที่เป็น “อัตตา” ของ “ผีนรก หรือซาตาน” ซึ่งเป็นอำนาจฝ่ายเลวร้าย ไม่ดีไม่งาม และทั้ง “อัตตา” ของ”พระเจ้า” ซึ่งเป็นอำนาจฝ่ายดีงาม มีคุณค่าประโยชน์

ที่สำคัญยิ่งก็คือ ศาสนาแบบ “เทวนิยม” ต่างก็หันหน้าเข้า หา “พระเจ้า” ปฏิบัติแต่สิ่งส่วนที่ดีงาม ให้ยิ่งๆ เพื่อถวายพระเจ้า แต่พุทธที่เป็นศาสนาแบบ “อเทวนิยม” นั้น กลับหันหน้าเข้าหา “ผีนรกหรือซาตาน” แล้วปฏิบัติการ อย่างแม่นมั่น คมชัดเข้าไปจับ “ตัวตน” (อัตตา) ของ “ผีนรกหรือซาตาน” และแล้ว ก็เจาะลึก เข้าไปให้ถึง “หัวใจของผีนรกซาตาน” แล้วจัดการทำลาย “หัวใจ” ของมันให้ดับสลาย ตายสนิท ชนิดสิ้นสูญ จึงเป็นการ “ดับตัวตน” ของ ผีนรกซาตานอย่างเด็ดขาด ไม่เหลือตัวตน (อนัตตา) อีกเลย

“ผีนรกหรือซาตาน” ก็คือ “ตัวชั่วร้ายเลวทราม” หรือ “ตัวทุกขอาริยสัจ” นั่นเอง และ “หัวใจ”ของมันก็คือ” ตัวเหตุแห่งทุกข์” หรือคือ “กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน” ซึ่งอยู่ใน “จิต” ของคน

เพราะพุทธเห็นว่า หากปล่อยให้ “ผีนรกซาตาน” หรือ “ตัวชั่วร้ายเลวทราม” มีอำนาจอยู่กับเรา แม้จะเพียง ๑ นาที มันก็นำพาเราไปชั่วร้ายเลวทราม ๑ นาที ขืนให้มันอยู่กับเรานานไปอีก เท่าใดๆ เป็น ๕ นาที เป็นชั่วโมง เป็นวันเป็นปี ก็ยิ่งพาเราเลวร้ายชั่วทราม ไปนานเท่านั้นๆ ต้องรีบจัดการกับเจ้า “ผีร้ายซาตาน” พวกนี้ให้ได้เสียก่อนจึงจะถูก เพราะเป็นเรื่องที่น่ากลัวยิ่งนัก

ส่วน “พระเจ้า” หรือ “ความดีงาม” นั้นจะอยู่กับเราไปกี่นาที หรืออยู่ไปอีกนานเท่าใด ก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ หรือน่ากลัวอะไร เพราะไม่ได้พาเราชั่วร้ายเลวทราม มีแต่จะพาเราดี เราเจริญ จึงไม่ใช่ความจำเป็นรีบด่วน ที่สำคัญกว่า กำจัด “ซาตาน” รีบด่วนกว่า

ดังนั้น ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาเพ่งที่ “ทุกข์” เพ่งเจาะเข้าไปที่ กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน อันเป็น “เหตุแห่งความชั่วร้าย” หรือ “เหตุแห่งทุกข์” กันเป็นแก่นเป็นแกนหลัก พูดกันวิจัยกัน แต่เรื่องทุกข์ เรื่องตัวชั่วร้าย ที่จะพาทุกข์ มุ่งปฏิบัติการอยู่แต่ กับเรื่องของ “ตัวชั่วร้าย” ที่จะพาคนไปต่ำไปเลว ไปทำไม่ดี ไม่งาม

โดยสารสัจจะของศาสนาพุทธเป็นเช่นนี้ จึงมีพฤติภาพ ที่ไม่ชวนสำเริงสำราญ เพราะมุ่งมั่นอยู่แต่เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งผู้ไม่รู้นัยสำคัญนี้ ก็พากันเพ่งโทษว่าเป็นศาสนา “ทุกขนิยม” หรือเป็นศาสนา ที่ไม่น่ารื่นรมย์ เพ่งอยู่แต่เรื่องหดหู่ใจ ผู้คนจึงไม่ค่อยนิยม เพราะไม่เหมือนศาสนาที่พูดกัน มุ่งพากันทำแต่เรื่องเหตุดีผลดี ซึ่งเป็นเรื่อง “พระเจ้า” ทั้งนั้น

ศาสนาที่มุ่งอยู่แต่กับ “ความดีงาม” เรื่อง “พระเจ้า” แต่ไม่นำพา หรือไม่เน้นถึงเรื่อง “ซาตาน-ความไม่ดีไม่งาม” เน้นเด่นสำคัญกันที่เรื่อง “ความดีงาม” ไม่นำเรื่อง “ไม่ดีไม่งาม” มาทำให้เสีย พฤติภาพ จึงเป็นศาสนาที่น่านิยม ชมชื่นชวนใจ

เมื่อไม่นำพาไม่ใส่ใจในฝ่าย “เหตุแห่งความไม่ดีไม่งาม” อันคือ กิเลส, ตัณหา, อุปาทานต่างๆ หรือ ความเป็น “ซาตาน” ความเป็น “ผีนรก” ซึ่งเป็น “สมุทัยแห่งความเลวร้าย หรือเหตุแห่งทุกข์” จึงได้แต่ “ปล่อยวาง” ไม่สนใจความทุกข์ ความเลวร้าย ทิ้งขว้างความเลวร้ายต่างๆ ไป ไม่เอาใจใส่เจ้าตัวพวกนั้น หรือ ไม่ต้องรู้เรื่องกิเลสต่างๆ ไม่ได้เรียนรู้ความเลวร้าย และเหตุหรือ “หัวใจ” แห่งความเลวร้ายให้ถ่องแท้ ทะลุปรุโปร่ง ไม่ได้ทำลายถูกตัวถูกตน ถูกหัวใจ ของเจ้าพวกความเลวร้ายพวกนี้ ให้สิ้นซาก ทั้งหยาบ กลาง ละเอียด

ซึ่งวิธีอย่างนี้ ก็เป็นวิธี “สมถะ” ธรรมดาๆ ที่ศาสนาส่วนใหญ่ทั้งหลายทั่วๆ ไป ก็ทำกันอย่างนี้ จึงเท่ากับ ปล่อยปละละเลย “ตัวเหตุแท้แห่งความไม่ดีไม่งาม” หรือกักเก็บ “เจ้าพวกตัวเลวร้ายเหล่านั้น ไว้ในก้นบึ้ง ของจิต” ไม่ให้มันขึ้นมาวุ่นวายกับตนเท่านั้น โดยไม่ได้จับได้ไล่ทัน “ตัวมัน” (อัตตา) และลดละ หรือ ทำลายมัน ให้ดับสนิทไปได้จริงจนเด็ดขาด

ศาสนาที่เป็น “เทวนิยม” ก็จะเป็นเช่นนี้ เป็นศาสนาที่เก่งกาจสามารถ ในการทำคุณงามความดี รักมวลมนุษยชาติ รักทุกสรรพสิ่ง เสียสละได้เก่งเยี่ยมเก่งยอด มุ่งมั่นในคุณภาพ ดังกล่าวนี้จริงจัง

ศาสนาเช่นนี้ จะมีอยู่นิรันดร์คู่ไปกับมวลมนุษยชาติในโลก เรียนรู้ได้ไม่ยากนัก หากปฏิบัติเอาจริง ก็สามารถ เป็นได้ ดีได้จริง จึงมีคุณค่าประโยชน์ต่อโลก ต่อมวลมนุษยชาติได้มาก และอยู่นาน นิรันดร์ทีเดียว

แต่..เพราะไม่ได้สงสัยไหวทันต่อความเป็น “อัตตา” (ตัวตน) หรือ “อาตมัน” (ตัวตน) จึงไม่ได้เอาจริง เอาจัง ในการค้นคว้า ศึกษาเรื่อง “อัตตา” (อาตมัน)

จึงไม่มีการศึกษาที่มีทฤษฎีและวิธีการเจาะเข้าค้นความจริงในเรื่อง “อัตตา” หรือ “อาตมัน” และ “ปรมาตมัน”

จึงไม่ได้เรียนรู้กันถึงความเป็น “ตัวตนของจิตวิญญาณ – ตัวตนของพระเจ้า – ตัวตนของกิเลส”

จึงไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียดถูก “ตัวตน” ของกิเลส ของซาตาน ของจิตวิญญาณของพระเจ้า ชนิดรู้แจ้งรู้จริง

จึงไม่ได้เรียนรู้ถึงขั้นอภิธรรม อันจะต้องวิเคราะห์ “จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน” อย่างรู้แจ้งแทงทะลุ เป็นสัจธรรม สมบูรณ์

จึงไม่สามารถเข้าใจรอบถ้วนในความเป็น “อัตตา” หรือ “อาตมัน” และ “ปรมาตมัน”

จึงสนิทใจ.. “อัตตา” ก็ยิ่งเป็น “ตัวตน” ปรมาตมัน

และกลับจะมีแต่ยิ่งหลงยึดติดแน่นในความเป็น “อัตตา” หรือ “ตัวตน” ว่าเป็นยอดแห่งจิต ยอดแห่งวิญญาณ จนกระทั่ง ถึงขั้นเป็น “อัตตา หรือ อาตมันที่ยิ่งใหญ่สุดยิ่งใหญ่” จึงยิ่งทั้งแน่นผนึกเนียน ทั้งเนิ่นนาน นิรันดร์กาลเป็น “ปรมาตมัน” (ตัวตนยิ่งใหญ่สูงสุด) อยู่ตลอดไปกับคุณงามความดีให้แก่โลก

ดังนั้น ที่จะรู้แจ้งแทงทะลุในสภาพ “อนัตตา” (ไม่เหลือ ตัวตน, ไม่ใช่ตัวใช่ตน, ไม่มีตัวตน) จึงหมดโอกาส จึงไม่ใช่ทางที่จะหมด “ตัวตน” จนสามารถเข้าถึง “นิพพาน” ได้ แน่ยิ่งกว่าแน่

ซึ่งศาสนาที่ยังไม่มี “นิพพาน” เยี่ยงนี้ จะมีอยู่ในโลกเสมอ ไม่มีขาดสาย มีหลายลักษณะ หลายระดับ แห่งคุณค่าด้วย นับเป็นสุดยอดแห่งความรักฝ่ายโลกีย์ หรือฝ่าย “อัตตา”

ดังนั้น ความรัก มิติที่ ๗ นี้ จึงชื่อว่า “เทวนิยม” หรือ “ปรมาตมันนิยม”

 

ความรัก มิติที่ ๘ อเทวนิยม

 

มิติที่ ๘ คือ ความรักที่เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างให้ถ่องแท้ละเอียดลออ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม โดยเฉพาะนามธรรมที่เป็นจิตวิญญาณและ”สัจจะแห่งความรัก” ทุกมิติ

ตั้งแต่ มิติที่ ๑ ไต่สูงขึ้นมาอย่างเจาะลึกละเอียดเป็นขั้นเป็นระดับ พร้อมกับเรียนรู้ให้เห็นแจ้งในสัจธรรมของ “สภาวะแห่งความรัก” ว่า

มันคืออะไรกันแน่? มันมีอาการอย่างไร?
อะไรเป็นเหตุให้เกิดความรัก มีผลร้ายผลดีอย่างไร?
มันเกิดที่ไหน? ตั้งอยู่ที่ไหน? ดับในที่ไหน?
มันอาศัยอะไรเป็นอยู่ หรือดำเนินไปในโลก?
จริงๆแท้ๆนั้น มันให้ความทุกข์หรือความสุข?
มันเป็นความจริง หรือความลวง?
แม้มันจะให้ความทุกข์ แล้วมันมีประโยชน์บ้างหรือไม่?
หากมันมีประโยชน์ จะใช้มันทำประโยชน์ได้อย่างไร?
มนุษย์ควรมีหรือไม่? ถ้าควรมี จะมีได้แค่ไหน? อย่างไร?
หากจะดับมัน ไม่ให้เกิดในตนเลย ได้หรือไม่?
และถ้าจะมีมันเพื่อใช้สร้างประโยชน์ โดยตนไม่ติดยึด จะทำได้หรือไม่?
ที่สุด ไม่ต้องมีอะไรอีกเลย แม้แต่สิ่งที่ “ความรัก” ต้องอาศัย จะได้หรือไม่?

ตามที่กล่าวมานั้น เป็นประเด็นแห่งปัญหา ที่มีคำตอบสมบูรณ์แล้วในศาสนาพุทธ

โดยสัจจะ ลักษณะอาการทางจิตที่เรียกด้วยภาษาว่า “ความรัก” นี้ ที่แปลมาแต่ต้นว่า “อาการชอบใจผสมความยินดี” แท้ๆ จริงๆ แล้ว มันก็คือ”ความต้องการ”นั่นเอง ดังที่ได้สาธยายมาแล้วตั้งแต่ มิติที่ ๑-๗ ก็ล้วนคือ “ความต้องการ” ซึ่งต้องการ “สร้าง” หรือต้องการ “ทำลาย” นั้น ๑ และต้องการเพื่อ “ตัวกู” หรือต้องการเพื่อ “ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น” นั้นอีก ๑

สรุปชัดๆ อีกที “ความรัก” ไม่ใช่อารมณ์ “เฉยๆ..นิ่งๆ.. กลางๆ” หรือไม่ใช่ “อารมณ์ที่หยุดสนิท” นั่นเอง แต่เป็นอาการทางจิตที่ต้องการ “ให้” หรือ ต้องการ “เอา” และ ต้องการ “สร้าง” หรือ ต้องการ “ทำลาย”

ถ้าใคร ไม่มีความต้องการ “ให้” หรือไม่มีความต้องการ “เอา” ไม่ว่าชั่วขณะใดขณะหนึ่ง หรือมีเป็นช่วงยาว-ช่วงสั้น หรือ มีถาวรก็ตาม นั่นก็คือ อาการนั้นเรียกได้ว่า อาการของผู้นั้น “ไม่มีความรัก” หรือ “ไม่มีความต้องการ” นั่นเอง

ดังนั้น อาการทางจิตของใครที่เกิด “ความต้องการ” ขึ้นในจิต ก็คือ คนผู้นั้นกำลังเกิด “ความรัก”

“ความต้องการ” ที่ว่านี้ ภาษาทางศาสนาพุทธ เรียกว่า “ตัณหา” ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ประเภทใหญ่ ได้แก่

กามตัณหา – ภวตัณหา – วิภวตัณหา

หรือ “ความรัก ที่เกี่ยวกับลักษณะกาม (กามตัณหา)

– ความรักที่เกี่ยวกับลักษณะภพ (ภวตัณหา)

– ความรักที่เกี่ยวกับลักษณะวิภพ (วิภวตัณหา)”

ความรู้ละเอียดๆ ขึ้น จึงอยู่ที่ “ความเป็นกาม-ความเป็นภพ-ความเป็นวิภพ” ว่า เป็นอย่างไร? กินความแค่ไหน? แตกต่างพิสดารกว่ากันถึงขนาดไหน? จึงจัดแบ่งกันไว้เป็น ๓ อย่างนั้น

เมื่อผู้ศึกษาได้ศึกษาถึงความจริงของ “กาม-ภพ-วิภพ” อย่างสัมมาทิฏฐิ จนเกิด “วิปัสสนาญาณ” ก็จะดำเนินการ กับสิ่งที่ควร และไม่ควรได้ถูกต้อง และนำพาชีวิตตน ให้เจริญไปกับการมี “ความรัก” ได้ ทั้งอย่างมีคุณค่าประโยชน์ ทั้งอย่าง เป็นสุขวิเศษขึ้นจริง อยู่ในตัวพร้อมๆ กัน

ส่วน “ความรัก” นั้น คงพอจะเข้าใจกันอยู่ทั่วไป จะคนละมากคนละน้อยก็ตามภูมิของแต่ละคน ถ้าใครยิ่งได้เรียนรู้และได้ฝึกหัดอ่าน “อาการในจิต” ที่เกิดลักษณะของ “ความต้องการให้ หรือ ต้องการเอา” และ “ต้องการสร้าง หรือ ต้องการทำลาย” อย่างจริงจังถ่องแท้ ในความซับซ้อน ของความจริงพวกนี้ ก็ยิ่งจะรู้แจ้งเห็นจริง ใน “ความจริง” ชัดเจนว่า “สัจจะแห่งความรัก” คืออย่างไรกัน แม่นๆ มั่นๆ ยิ่งขึ้น

ดังนั้น ถ้าผู้ศึกษาฝึกฝน ได้บรรลุผลสมบูรณ์รู้แจ้งหยั่งถึงความจริง ก็จะหมดปัญหาที่ว่า…

ความรัก มันคืออะไรกันแน่? มันมีอาการอย่างไร?

และถ้าหากได้ศึกษาลึกซึ้งขึ้นไปถึงว่า อะไรเป็นเหตุให้เกิดความรัก มีผลร้ายผลดีอย่างไร? ก็ยิ่งจะรู้แจ้งมากเพิ่มเติม และจะได้จัดการส่วนที่ “ร้าย” ให้หมดไปจากตน พร้อมกับ จัดการส่วนที่ “ดี” ให้เพิ่มพลังขึ้น ให้เกิดคุณค่าประโยชน์แก่ตน แก่สังคม และโลกทับทวี

ไม่ว่าจะเป็น “ประเด็นแห่งปัญหา” ข้ออื่นๆ ที่กล่าวไว้ ตอนต้น เป็นต้นว่า

มันเกิดที่ไหน? ตั้งอยู่ที่ไหน? ดับในที่ไหน? มันอาศัยอะไรเป็นอยู่ หรือดำเนินไปในโลก? จริงๆ แท้ๆนั้น มันให้ความทุกข์ หรือความสุข? มันเป็นความจริง หรือความลวง? ฯลฯ

และประเด็นอื่นๆ ทั้งหลากทั้งหลายดังกล่าวมาแล้วนั้น ก็ต้องเรียนรู้ให้แจ่มแจ้ง และฝึกฝนอบรมตน จนเกิดผล ไปตามขั้นตามตอน กระทั่งสมบูรณ์ให้ได้

ผู้ศึกษาและฝึกฝนจนเกิด “มรรคผล” แท้จริง เราเรียกว่า “อาริยบุคคล” ซึ่งเป็นศัพท์ที่กำหนดเรียก “ผู้บรรลุพุทธธรรม” โดยแบ่งชั้นไว้ ๔ ชั้นใหญ่ๆ คือ

โสดาบัน -สกทาคามี -อนาคามี -อรหันต์

“อาริยบุคคล” หมายความว่า คนเจริญเพราะมี หรือเกิดความประเสริฐจริงในตน ตามทิศทางที่ พระพุทธเจ้า ทรงค้นพบ ซึ่งเป็น “คนโลกใหม่หรือคนโลกอื่น” (ปรโลกที่ชื่อว่าโลกุตระ)

ที่เรียกว่า “โลกใหม่” ก็เพราะเป็นโลกที่ต่างจาก “โลกเก่า” แล้วจริงๆ ทั้งๆ ที่ยังเป็นคนเหมือนกัน “มีกายมีจิตวิญญาณ” เช่นเดียวกัน อยู่ในสังคมเดียวกันนี่แหละ แต่มีความรู้สึกนึกคิด “เป็นอันอื่น” (ปร) “ต่างไปจากคนโลกเก่า” (ปร) “นอกไปจากเดิม” (ปร) แล้วจริง ความรู้สึกนึกคิดของชาว “โลกเก่า” เรียกว่า “โลกียะ” เป็นโลกที่ใครๆ ก็รู้ก็เป็นอยู่อย่างนั้นกันทั้งนั้น ส่วน “โลกใหม่” นี้เป็นอีกโลกหนึ่ง ที่แปลกไปกว่า “โลกเก่า” คนละทิศละทาง

ความเป็น “โลก” ซึ่งหมายถึง ความหมุนวนเวียนอยู่ไปมา อย่างไม่รู้จบ ถ้าความเป็น “โลก” นั้นดับลง หรือ ไม่มีความหมุนวนของสิ่งนั้น ก็คือ หมดความเป็น “โลก”

“โลกเก่า” ของคน หรือ “โลกียะ” ของคนก็คือ “ความวนเวียนเกิด-ตาย แล้วก็ตาย-เกิดของคน        ย่อมวนเวียนอยู่ เพราะอำนาจของกรรม ของวิบาก ที่ตนเองไม่รู้จัก อย่างแจ้งจริง แล้วก็ต้องเป็นไปตามกรรม ตามวิบาก ดีๆ ชั่วๆ ทุกข์ๆ สุขๆ ขึ้นสวรรค์ลงนรก ตกนรกขึ้นสวรรค์ สูงๆ ต่ำๆ ขาวๆ ดำๆ ร่ำรวยหรือยากจน สวยหรือขี้เหร่ ฯลฯ สารพัดแห่ง “สมมุติของโลก” นับไม่ถ้วน ที่ต้องหมุนวน ไปตามอำนาจของ กุศลกรรม – อกุศลกรรม

และที่สำคัญคือ ใน “โลกเก่า” หาทฤษฎีที่จะทำให้คนทำตนสูงจริงดีแท้มั่นคงถาวร สวรรค์ชนิดเที่ยงแท้มีหลักประกัน ชนิดที่จิตได้สำรอกเหตุชั่วอย่างถูกตัวถูกตนของมัน และเห็นแจ้งของจริงด้วยญาณปัญญาอันยิ่งของตน (ขนาดข้ามชาติกันทีเดียว) ยังไม่ได้

ยิ่งกว่านั้น ก็คือ ไม่สามารถทำให้จบ “การเกิด-การตาย” อย่างเด็ดขาดจริง

โลกเก่าหรือโลกียะ ยังไม่พ้นความเป็น “ทาส” จึงเรียกว่า ยังไม่พ้น “โลกธรรม” พูดชัดๆก็คือ “ไม่พ้นโลกียธรรม” หรือยังเป็น “ทาส” ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-โลกียสุข อยู่นั่นเอง ไม่มากก็น้อย

คนโลกเก่าก็จะพอรู้ความเป็น “ทาส” ดังกล่าวนี้อยู่บ้าง และมีผู้พยายามทำตนให้ “พ้นจากความเป็นทาส” เหล่านี้เหมือนกัน ซึ่งทำได้ชั่วคราว หรือนาน อาจจะนานติดต่อกันไปยืนยาว หรือหลายชาติ แต่ไม่จบการ “วนเวียน” ไม่หยุดการวนเวียน อย่างเด็ดขาด ชนิดเที่ยงแท้ถาวร จึงไม่เป็นหลักประกันที่แน่แท้สัมบูรณ์ (absolute)

ดังนั้น “โลกเก่า” หรือ “โลกียะ” ก็จะเป็นอยู่อย่างเก่าๆ เดิมๆ นั่นเอง หมุนวนหมุนเวียน ดีๆชั่วๆ ทุกข์ๆ สุขๆ ขึ้นสวรรค์ลงนรก ตกนรกขึ้นสวรรค์ สูงๆ ต่ำๆ ขาวๆ ดำๆ ร่ำรวยหรือยากจน สวยหรือขี้เหร่ ฯลฯ เร็วบ้าง ช้านานบ้าง อยู่อย่างนั้นนิรันดรมา และคงนิรันดรตลอดไป ถ้าไม่รู้จัก “โลกใหม่” ที่ชื่อว่า “โลกุตระ”

เพราะ “โลกียะ” ก็คือ โลกสามัญที่ทุกคนเคยผ่านมาแล้วทั้งสิ้น เคยรู้เคยเข้าใจ เคยเชื่อ เคยยึดถือมา เคยเห็น เคยเป็น เคยรู้สึก เคยมุ่งหวัง เคยท้อถอย เคยสุข เคยทุกข์ เคยโลภ-โกรธ-หลง เคยรัก เคยจางคลาย เคยตายจาก แต่ไม่จบไม่เลิก ต้องเวียนกลับมาเป็นกันใหม่อีก ฯลฯ เป็นความวนเวียน เกิดแล้วเกิดเล่า มาแต่ไหนแต่ไร ไม่มีทางหลุดพ้น ออกไปจากมัน เป็นที่สุดที่สิ้น ได้จริงแท้ ชนิด “ดับถูกเหตุ อย่างถูกตัว ถูกตน ของมัน” สักที

ส่วน “โลกใหม่” นั้น เป็น “โลกอื่น” (ปรโลก) เป็น “โลกที่ ต่างหากจากโลกเก่า” (ปรโลก) มีคุณลักษณะ และความเป็นไป ดำเนินอุดมการณ์ไป อีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า “โลกอุดร” หรือ “โลกุตระ” อันแตกต่าง จากคนทั้งหลาย ทั้งปวงในโลกเก่า ที่เรียกว่า “โลกียะ” ไปแล้วจริง ชนิดมีวิถีชีวิต เดินทางไปสู่ “นิพพาน” อย่างแน่นอน ในอนาคตข้างหน้า

ผู้ที่มี “ความรัก” ชนิด “อเทวนิยม” นี้ หรือคนชนิด “มิติ ที่ ๘” นี้จะเรียกว่า “อาริยนิยม” ก็ดี เรียกว่า “โลกุตรนิยม” ก็ได้

 

ความรัก มิติที่ ๙ นิพพานนิยม

 

มิติที่ ๙ คือ ความรักของผู้ที่ได้เรียนรู้ “สัจจะแห่งความรัก” และได้ปฏิบัติ จนบรรลุผลสำเร็จสมบูรณ์ สำหรับประโยชน์ตน คือ “จบ”

“จบ” ก็คือ เลิกมี “ความรัก” นั้นๆ เพื่อตัวเอง ไม่เกิด “ความรัก” นั้นเพื่อตัวเองอีกแล้ว หรือ ไม่ต้องการ “เอา” อารมณ์นั้น มาเสพสมใจ เพื่อตนเองอีกแล้ว อย่างมี “สุขสงบ”

ความ “จบ” ก็จะจบไปแต่ละรอบแต่ละชั้น ตามที่ได้ศึกษาและปฏิบัติใน “มิติที่ ๘” ก็จะเกิดผล “จบ” ได้ ไปตามลำดับ แม้จะเป็นความจบ ที่เสร็จลงไปในตัว ของแต่ละระดับนั้นๆ ก็เรียก “ความจบ” นั้นๆ ว่า “นิพพาน” หรือ “วิมุติ” ไปแต่ละขั้น แต่ละรอบ ซึ่งมีปฏิสัมพัทธ์กันไป อย่างซับซ้อน แต่มีระเบียบ

จนสุดท้ายก็ “จบสัมบูรณ์” สูงสุด ดับ “โลก” (โลกีย์) ต่างๆ ให้ แก่ตน หรือดับความรักที่ “เห็นแก่ตัวเอง” ถึงขั้นไม่เหลือเศษ ธุลีละอองที่บำเรอ ‘อารมณ์’ ของตัวเอง (อัตตา) อีกเลย เป็นอรหันต์สมบูรณ์

ผู้ที่ยังมีส่วนที่ “เห็นแก่ตัวเอง” แล้วก็ต้องบำเรอให้แก่ “ตนเอง” (อัตตา) วนเวียนอยู่ไม่จบไม่สิ้นสนิทนั้น ก็คือผู้ยัง “ไม่ดับ ‘โลก’ แห่งความเป็นของตนเอง หรือ ‘ความรัก’ ที่ยังเพื่อตนเองอยู่” จึงยังไม่บริสุทธิ์ สะอาดแท้สัมบูรณ์ ยังเป็นความรักที่ “บำเรอตน” ซึ่งยังเป็น “ภพ” ยังเป็น “ชาติ” ยังเป็น “อัตตา” หรือยังเป็น “อาตมัน” และสามารถสะสม พอกพูนขึ้นเป็น “ปรมาตมัน” ดั่งที่ “เทวนิยม” เป็นกัน แล้วก็ยึดมั่นถือมั่น ฝึกฝนเอาจนได้ จนเสพติดและอยู่ ได้นานแสนนาน กระทั่งพากันหลงว่ามี “นิรันดร” นั่นเอง

ความจริงนั้น “ไม่มีอัตตา” ใดๆ ในหรือนอกเอกภพ จะยืนยงคงตนเที่ยงแท้ ไม่แปรปรวน โดยอยู่อย่างเดิม ได้นิรันดร แม้แต่ “ปรมาตมัน” เองก็ ยืนยงคงตน อยู่อย่างเที่ยงแท้ นิรันดรไม่ได้

“ความมีอยู่” ทุกอย่างในเอกภพมหาจักรวาล ต้องมีการเปลี่ยนแปลงและหมุนเวียน ทั้งสิ้น ไม่ว่ารูปธรรม หรือ นามธรรม

สิ่งที่ยังปรากฏว่า “มี” จะต้องเปลี่ยนแปลงหรือแปรปรวน ไม่เที่ยงแท้ (อนิจจัง) และต้องเคลื่อนที่ ไม่มีสิ่งใด อยู่นิ่งๆ ลอยตัวอยู่ได้ อย่างไร้สัมพัทธ์ในมหาเอกภพ ไม่มี “ความมี” ใดๆ ที่สามารถ คงที่ และเที่ยงแท้ ไม่แปรเปลี่ยนตนเอง หรือ ไม่เคลื่อนไหว วนเวียน

นอกจาก “ความไม่มีจริงๆ” ซึ่งได้แก่ “ความไม่มีกิเลส” ที่ได้ละล้างด้วยทฤษฎี ของพระพุทธเจ้า จนได้ชื่อว่า “นิพพาน” นั่นเองแหละ ที่จบสัมบูรณ์ ไม่แปรเปลี่ยนอีกแล้ว แต่กระนั้น ก็ยังเคลื่อนที่ไปกับ เหตุปัจจัย ที่เป็นองค์ประกอบของ “นิพพาน” ซึ่งก็คือ ขันธ์ ๕ ที่ประกอบกันอยู่ กับชีวิตพระอรหันต์ผู้ “ยังไม่ปรินิพพาน”

สุดท้ายแห่งสุดท้าย ก็คือ สภาพ “ปรินิพพาน” เท่านั้นที่ ดับไม่เหลือ ชนิดสิ้นสูญทุกสิ่งอย่าง สำหรับตน ไม่ว่า “อัตตา” หรือ “ปรมาตมัน” แม้แต่ “ขันธ์ ๕” ที่เคยเป็นเหตุปัจจัย ก็มีไม่ได้อีก จึงไม่มีอะไรเคลื่อนไหว เวียนวนใดๆ สัมบูรณ์เด็ดขาด

เพราะ “นิพพาน” เป็นลักษณะสุดยอด ที่จะ “สร้าง” ก็สร้างอย่าง “พระเจ้า” นั่นเอง แต่ “ไม่มีความสุข ความทุกข์” และ “ไม่มีการเอา มีแต่การให้” สุดท้ายที่พิเศษยิ่งก็คือ สำหรับ “ตัวเอง” จะไม่อยู่นิรันดร์ก็ได้ จะอยู่ยาวนานไปอีกเท่าใดๆ เท่าที่ตนต้องการ หรือตนยังมี “ความรัก” ก็ได้

ที่สุดแห่งที่สุด จะ “ไม่อยู่..ไม่มี” จะสลาย “อัตภาพ” ที่เป็น “อรหัตตภาวะ” สุดท้าย ไปจากมหาเอกภพ ไม่ให้เหลือ “ตัวตน ของตน” อยู่ ณ ที่ไหนๆ อีกเลย “สูญสลาย” ไปจากทุกสิ่งทุกอย่าง ในมหาเอกภพนี้ สิ้น “ความมี” อยู่ในมหาเอกภพนี้อีกเด็ดขาด ก็ได้ เป็นที่สุดแห่งที่สุด เรียกว่า “ปรินิพพาน”

ผู้ที่ได้เรียนรู้”โลกใหม่ ที่เรียกว่า โลกุตระ” และได้ปฏิบัติตนจนบรรลุผลสำเร็จจริง นับตั้งแต่ขั้นต้น ที่เรียกว่า “โสดาบัน” ก็เริ่มนับว่าเป็น “อาริยบุคคล” ระดับต้น และจะมีระดับสูงขึ้นๆ ต่อไปแต่ละระดับอีก ทั้งหมด ๔ ระดับ คือ โสดาบัน-สกทาคามี-อนาคามี-อรหันต์ ล้วนเรียกว่า “อาริยบุคคล” ทั้งสิ้น เมื่อจบ “อรหันต์” ก็ถือว่า “ผู้นั้นจบสมบูรณ์ สำหรับประโยชน์ตนสูงสุด”

 

อาริยบุคคล ๔

 

ระดับแต่ละระดับ ก็คือ “ความจบ” แต่ละรอบ จบในที่นี้ก็คือ ตัดกิเลสได้เสร็จสิ้น ไม่เวียนวนไปเกิดใน “โลก” นั้นๆ หรือ “กิเลสไม่เกิด” เวียนวนเป็นสุขเป็นทุกข์อยู่ใน “โลก” นั้นๆ อีกแล้ว

โลก” คือ ความหมุนวนเวียนไปๆ มาๆ หรือต่ำๆ สูงๆ เป็นวงวนวงเวียนไม่หยุดจบ เด็ดขาดลงได้ แน่แท้ เป็นต้นว่า โลกอบาย โลกกาม โลกธรรม โลกอาตมัน

โลกอบาย” ก็คือ ความหมุนวนของคน ผู้ยังมี “กิเลส” ในจิต กิเลสมันก็จะมีอำนาจ บงการบุคคลผู้นั้นอยู่ ให้วนๆ เวียนๆ อยู่ ใน “อบาย” (ความไม่ดีไม่เจริญที่คนผู้นั้นยังเสพยังติดอยู่) เช่น อบายมุข ที่เป็นความไม่ดีไม่เจริญ หาก “จิต” ผู้ใดยังมีกิเลส ติดในอบายมุขใดอยู่ ถ้าคนผู้นั้นยังตัดไม่ขาด หรือ ละล้างกิเลสออกจากจิต ไม่ได้หมดเกลี้ยงจริง ก็จะยังวนๆ เวียนๆ เสพ วนๆ เวียนๆ สุข ยังจะ ต้องเป็นสุขเป็นทุกข์ อยู่กับอบายมุขนั้น ไม่หยุด ไม่จบอยู่นั่นเอง ซึ่งก็มีพักชั่วคราว ชั่วระยะ อาจจะหยุดไปนานๆ ก็ยังได้ แต่ถ้ากิเลสมันยังไม่ได้ถูกกำจัดออกไปจาก “จิต” จริง มันก็จะกลับวนมา กำเริบ (กุปป) หรือเวียนมาเสพใหม่ได้อีก หากมีวิธีกดข่มเก่งๆ ก็อาจจะดูเหมือน มันหยุดได้สนิท ไปนานข้ามชาติ ไปโน่นก็เป็นได้ แต่ จะไม่ “ตายสนิท” อย่างเด็ดขาด ชนิดถาวรนิรันดร์ หากไม่มีทฤษฎีที่ดีวิเศษเป็น “สัมมาอาริยมรรค” ที่สามารถจับ “ตัวตน” ของกิเลสได้จริง อย่างแม่นมั่น คมชัดลึก และมีวิธีละล้าง หรือกำจัดมันได้ ถูกตัวของมันจนเกลี้ยงทั้ง หยาบ-กลาง-ละเอียด

“อบาย” ที่เป็นสัจจะสมบูรณ์ ก็หมายถึง “ความไม่เจริญ” ทั้งหมดนั่นเอง ที่ไล่จากหยาบต่ำ ไปหา กลาง หาสูง จนถึงที่สุดทีเดียว แม้จะหมดความหยาบต่ำระดับต้นแล้ว ระดับต่อไป ก็ย่อมเป็น “ความไม่เจริญ” ในขั้นต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจริญสูงสุด ถึงขั้นเป็นคนเจริญ ประเสริฐสุดยอด ก็คือ อรหันต์

โลกกาม” ก็มีนัยคล้ายกันกับคำว่า”โลก”ที่ชื่อว่า”อบาย” เพียงแต่ว่า เป็นความหมุนวนของคน ผู้ยังมี “กิเลส” ในจิตที่ติด ใน “รูป-เสียง-กลิ่น-รส-สัมผัสภายนอก” อันเรียกว่า “กามคุณ ๕” กิเลสมันก็จะมีอำนาจ บงการบุคคลผู้นั้นอยู่ ให้วนๆ เวียนๆ อยู่ใน “กาม” (ความใคร่อยากที่คนผู้นั้นยังเสพยังติดอยู่) เช่น ของสวย ของงามต่างๆ ความไพเราะต่างๆ ความหอมต่างๆ ความอร่อย ต่างๆ ความสัมผัสที่ได้แตะต้อง เสียดสีคลุกคลี ทางพฤติกรรม ภายนอก แล้วก็ยังเป็นสุขเป็น “รสอร่อยเพลิดเพลิน สนุกสนาน” ที่เรียกว่า “อัสสาทะ” ทั้งหลายอยู่ หาก “จิต” ผู้ใดยังมีกิเลสติดใน “กามคุณ ๕” ใดอยู่ ถ้าคนผู้นั้นยังตัดไม่ขาด หรือละล้างกิเลสออกจากจิตไม่ได้ หมดเกลี้ยงจริง ก็จะยังวนๆ เวียนๆ เสพ วนๆ เวียนๆ สุข ยังจะต้องเป็นสุข เป็นทุกข์อยู่กับ “กามคุณ” นั้น ไม่หยุด ไม่จบ อยู่นั่นเอง ซึ่งก็มีพักชั่วคราว ชั่วระยะ อาจจะหยุดไปนานๆ ก็ยังได้ แต่ถ้ากิเลสกาม มันยังไม่ได้ถูกกำจัด ออกไปจาก “จิต” จริง มันก็จะกลับวนมากำเริบ (กุปป) หรือ เวียนมาเสพใหม่ได้อีก

“กาม” ที่เป็นสัจจะสมบูรณ์ ก็หมายถึง “ความใคร่อยากได้มาเสพบำเรออารมณ์ตน” ทั้งหมดนั่นเอง ที่ไล่จากหยาบต่ำ ไปหากลาง หาสูง จนถึงที่สุดทีเดียว แม้จะหมดความหยาบต่ำ ระดับต้นแล้ว ระดับต่อไป ก็ย่อมเป็น “ความใคร่อยาก” ในขั้นต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจริญสูงสุด ถึงขั้นเป็นคนเจริญ ประเสริฐสุดยอด ก็คือ อรหันต์ เช่นกัน

โลกธรรม” ก็มีนัยคล้ายกันกับคำว่า “โลก” ที่ชื่อว่า “กาม” นั่นแหละ เพียงแต่ว่า เป็นความหมุนวนของคน ผู้ยังมี “กิเลส” ในจิตที่ติดใน “ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-โลกียสุข” กิเลสมันก็จะมีอำนาจ บงการบุคคลผู้นั้นอยู่ ให้วนๆ เวียนๆ อยู่ใน “โลกธรรม” (ความยังติดยึดลาภ-ยศ-สรรเสริญ-โลกียสุขอยู่) เช่น ได้ลาภมาก็เป็นสุข ไม่ได้ลาภนั้นก็ทุกข์ ยศ, สรรเสริญ, โลกียสุข ก็นัยเดียวกันกับลาภ แล้วก็ยังเป็นสุขเป็น “รสอร่อย ลิงโลดใจชื่นใจ” ที่เรียกว่า “อัสสาทะ” ทั้งหลายอยู่ หาก “จิต” ผู้ใดยังมีกิเลสติดใน “โลกธรรม” ใดอยู่ ถ้าคนผู้นั้นยังตัดไม่ขาด หรือละล้างกิเลส ออกจากจิตไม่ได้ หมดเกลี้ยงจริง ก็จะยังวนๆ เวียนๆ เสพ วนๆ เวียนๆ สุข ยังจะต้อง เป็นสุขเป็นทุกข์อยู่กับ “โลกธรรม” นั้น ไม่หยุด ไม่จบ อยู่นั่นเอง ซึ่งก็มีพักชั่วคราว ชั่วระยะ อาจจะหยุดไปนานๆ ก็ยังได้ แต่ถ้ากิเลสมันยังไม่ได้ถูกกำจัดออกไปจาก “จิต” จริง มันก็จะกลับวน มากำเริบ (กุปป) หรือเวียนมาเสพใหม่ได้อีก

“โลกธรรม” ที่เป็นสัจจะสมบูรณ์ ก็หมายถึง “ความติดยึดในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข” ทั้งหมดนั่นเอง ที่ไล่จากหยาบต่ำ ไปหากลาง หาสูง จนถึงที่สุดทีเดียว แม้จะหมดความหยาบต่ำ ระดับต้นแล้ว ระดับต่อไป ก็ย่อมเป็น “ความติดยึด” ในขั้นต่อไป เรื่อยๆ จนกว่าจะเจริญสูงสุด ถึงขั้นเป็นคนเจริญ ประเสริฐ สุดยอด ก็คือ อรหันต์ นัยเดียวกันอีก

โลกอาตมัน” หรือ “โลกอัตตา” ก็มีนัยคล้ายกันกับ “โลก” ต่างๆ ที่ได้กล่าวถึงมาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องของ “จิตวิญญาณ” โดยตรง และเป็นเรื่องละเอียดลึกล้ำ ที่ศาสนาพุทธรู้แจ้งเห็นจริงโดยเฉพาะ อันจะได้ศึกษา ในคำอธิบาย “ความรัก มิติที่ ๘-๙-๑๐” อย่างละเอียด

สำหรับผู้มี”ความหลุดพ้น”โลกต่างๆ ดังกล่าวมานั้นได้ ก็จะเป็นผู้ได้ล้างจิตอย่างถูก “ตัวตน” (อัตตาหรืออาตมัน) อย่างจริงจัง แม่นมั่นคมชัดลึกล้ำ เป็น “อาริยบุคคล” ไปตามลำดับ อันมีขั้นต้นก็คือ “โสดาบัน” ต่อไปก็ “สกทาคามี” แล้วก็ “อนาคามี” สูงสุดก็ “อรหันต์”

“โสดาบัน” ก็คือ ผู้ที่ไม่ต้องเกิดเวียนวนเป็นสุขๆ ทุกข์ๆ อยู่ใน “โลกอบาย” [โลกอบายมุขคือโลกที่ต่ำที่สุด] “อบาย” คือ ความต่ำหยาบความจัดจ้านร้ายแรง หรือความไม่ดีไม่งาม ขั้นเลวระดับพื้นฐาน หรือความทุจริต ที่รู้กันเป็นสัจจะ ชัดๆ โต้งๆ

“สกทาคามี” หรือ “สกิทาคามี” ก็คือ ผู้ที่ยังต้องเกิดเวียนวนเป็นสุขๆ ทุกข์ๆ อยู่ใน “โลกกาม-โลกธรรม-โลกอาตมัน” ที่เหลือ “โลก” คือ ความวนเวียนใด ที่ยังหลงเสพหลงติดอยู่ ในโลกดังกล่าวก็ถือว่า ยังไม่เจริญ ยังติดในเรื่องของกามคุณ ๕ ก็ดี โลกธรรม ๘ ก็ดี และโลกอาตมัน หรืออัตตาก็ดี ซึ่งยังเป็นความติดยึด ขั้นต่อมา จากระดับพื้นฐาน หรือความไม่เจริญ ที่รู้กันเป็นสัจจะสูงขึ้นๆ ตามลำดับ เมื่อถึงขั้นนี้ ก็สูงขึ้นจากขั้นต่ำ ที่หลุดพ้นมาได้แล้ว ละเอียดขึ้นไป เป็นขั้นเป็นตอน

“อนาคามี” ก็คือ ผู้ที่ไม่ต้องเกิดเวียนวนเป็นสุขๆทุกข์ อยู่ใน “โลกกาม-โลกธรรม” ยังเหลือแต่ ส่วนละเอียด ของ “สังโยชน์ ๕ เบื้องสูง” (อุทธัมภาคิยสังโยชน์) “โลก” คือ ความวนเวียนใด ที่ยังหลงเสพ หลงติดอยู่ใน “โลกอาตมัน หรืออัตตา” ก็ถือว่า ยังไม่เจริญ ยังติดในเรื่องของ “รูปราคะ” ก็ดี “อรูปราคะ” ก็ดี “มานะ” ก็ดี “อุทธัจจกุกกุจจะ” ก็ดี “อวิชชา” ก็ดี ซึ่งยังเป็นความติดยึด ขั้นต่อมาจากระดับพื้นฐาน หรือ ความไม่เจริญ ที่รู้กันเป็นสัจจะ สูงขึ้นๆ ตามลำดับ เมื่อถึงขั้นนี้ ก็สูงขึ้นจากขั้นต้น ขั้นกลางที่ หลุดพ้นมาได้แล้ว ละเอียดขึ้นไปๆ สุดท้ายยังเหลือเป็นขั้นปลาย

“อรหันต์” ก็คือ ผู้ที่ไม่ต้องเกิดเวียนวนเป็นสุขๆทุกข์ๆอยู่ใน “โลก” ที่เรียกว่า “โลกียภูมิ” ใดๆ อีกแล้ว พ้น “สังโยชน์ ๕ เบื้องสูง” (อุทธัมภาคิยสังโยชน์) “โลก” คือ ความวนเวียนใด ที่ยังหลงเสพ หลงติดอยู่ใน “โลกอาตมันหรืออัตตา” ก็ถือว่า รู้แจ้งเห็นจริง และได้ปฏิบัติ จนกระทั่งไม่เหลือความติด ความเสพใดอีก มี “วิมุติญาณทัสสนะ” หมดสิ้น “อวิชชา” มี “วิชชา ๙” ถึงขั้นบรรลุสุดยอด “อาสวักขยญาณ” บริบูรณ์ อย่างเป็นสัจจะ หมด “ความวน” ได้ทำการ “ดับโลก” ต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว ครบสมบูรณ์ไม่ต้อง วกเวียนลงไปสู่ “โลก” ต่ำใดๆ อีกแล้วเด็ดขาด (absolute)

ผู้ที่ต้องเวียนวนลงไปสู่ที่ต่ำที่เลวนั้นอีก หรือต้องเสพต้องติด ต้องเป็นอยู่กับความวน ไปๆ มาๆ เพื่อตนเองจะได้รับสุข รับทุกข์อยู่กับสภาพอย่างนั้นๆ ขาดสภาพนั้นไม่ได้ หรือละสภาพนั้นๆ ไม่เสร็จเด็ดขาด ก็เพราะ “ไม่รู้” (อวิชชา)

ไม่รู้ใน “จิต” ของตนว่า ตนมี “กิเลส” นั้นๆ ไม่รู้ “ความจริง อันประเสริฐ” (อาริยสัจ) ว่า “สุข” เพราะได้เสพ สมใจกิเลสนั้น “คน” สามารถเรียนรู้ฝึกฝน จนดับเหตุแห่ง “สุข” นั้นๆ ได้ หากดับได้จริง ผู้นั้นก็จะ “สุขสงบ” (วูปสมสุข) ซึ่ง “สุขเลิศวิเศษ” ยิ่งกว่าได้ “เสพสมใจกิเลส” อันเป็น “รสสุข” (อัสสาทะ) ที่โลกโลกีย์ หลงเสพ กันอยู่เสียอีก

“รสสุข” (อัสสาทะ) ที่ว่านี้ แท้ๆ แล้ว มันเป็นแค่อามิสที่ล่อให้คนหลงติดเท่านั้น มันไม่ใช่ของจริง มันเป็น “ของไม่จริง” (อลิกะ) เช่น สุขเพราะได้เสพกาม ดังนี้ ก็เรียกว่า”กามสุขัลลิกะ” ซึ่งล้างให้หายไป จากจิตของคน ได้ สิ้นรสกามได้ หรือปฏิบัติ ละล้างเหตุคือ “กามตัณหา” ให้กามตายหายไปจากจิตได้

หากปฏิบัติได้ผลจริงก็จะ “สุขสงบ” (วุปสมสุข) เพราะสิ้น “การหมุนวน” กล่าวคือ ไม่ต้องเสพกาม แล้วก็ต้องพัก แล้วก็ต้องกลับวนเวียน ไปเสพใหม่อีก ซึ่งไม่หยุดเด็ดขาดลงได้จริง แม้ชาตินี้ จะหยุดไปได้ ชั่วคราว แต่กิเลสโดยเฉพาะ “ปริยุฏฐานกิเลส และอนุสัยกิเลส” ไม่ได้ละล้างจนหมดสิ้น ก็ต้องวนเวียน เกิดมาเสพ เป็นภาระไม่จบสิ้น อยู่นั่นเอง ต้องเดือดร้อน ต้องเหน็ดเหนื่อย บำเรอตนอยู่ เพราะยังดับกิเลส ไม่ได้สิ้นเกลี้ยง หมดสนิทจริง ยังมีกิเลสหลงเหลือ กิเลสที่ซ่อนลึกยังมีอยู่ จึงไม่หยุด หมุนวน

จึงเรียกว่า “ยังมีโลกชนิดนี้” อยู่

“โลก” ที่ต้อง “ดับ” หรือที่ต้อง “หยุดหมุนให้ได้” นั้น ก็คือ “โลกีย์” ต้องไม่เป็นทาส “โลกีย์” นั้นๆ ต้องไม่ให้เกิด การหมุนวน หมุนเวียน เสพสุขเสพทุกข์ เพราะมัน ตามนัยที่อธิบาย มานี้ จน “ไม่มีกิเลส” หรือ “ไม่มีโลก – ไม่ต้องหมุนวน อีกเด็ดขาด” จึงจะชื่อว่า “นิพพาน”

 

ตัณหา ๓

 

พระพุทธเจ้าตรัสแบ่งโลกไว้ ๓ โลก ได้แก่…
๑. กามโลก หรือ กามภพ
๒. ภวโลก หรือ ภวภพ
๓. วิภวโลก หรือ วิภวภพ

ผู้ใดยังมี “กามภพ-กามโลก” อยู่ ก็เพราะยังมี “กามตัณหา”
ผู้ใดยังมี “ภวภพ-ภวโลก” อยู่ ก็เพราะยังมี “ภวตัณหา”
ผู้ใดยังมี “วิภวภพ-วิภวโลก” อยู่ ก็เพราะยังมี “วิภวตัณหา”

จะ “ดับโลก” ต้องเรียนรู้ “ตัณหา ทั้ง ๓” นี้ให้ถูกต้องละเอียดลออ เพราะมีความลึกซึ้ง ซับซ้อนอยู่มากใน “ตัณหา ๓” นี้

“กามตัณหา” คือ อาการของกิเลสมันทำงานต้องการบริโภคจากทวารภายนอก

เช่น ลาภวัตถุ-ยศขั้นตำแหน่ง-รูปธรรมแห่งการยกย่องสรรเสริญเยินยอ-สุข ที่ได้จากเรื่องภายนอก เช่น “รูป-เสียง-กลิ่น-รส-เสียดสีสัมผัสนอก” ได้มาบำเรอแก่ตนทางทวาร ๕ ซึ่ง เป็นทวารภายนอก ได้แก่ ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย เรียกว่า “กามคุณ ๕” ตามที่ตนติดตนยึด ว่าถ้าได้มาดั่งใจ สมกับขนาด สมกับทิฏฐิ ที่ตนหวังตนชอบนั้น แล้วก็จะเกิด “รสสุข” (อัสสาทะ)

“ตัณหา” เช่นนี้เป็นตัณหาเบื้องต้น มีวัตถุมีรูปธรรมหยาบ สัมผัสกันจากภายนอก โดยสมมุติกันขึ้นมา หลงเสพหลงติดกัน เป็นอุปาทานกันอยู่ ถ้วนหน้า ซึ่งใครๆ ต่างก็เคย เสพกันอยู่ทุกคน

นี่แหละคือ “กามตัณหา” ของ “ปุถุชน” สามัญ

“ภวตัณหา” คือ อาการของกิเลสมันทำงาน ต้องการบริโภคอยู่ ในทวารภายใน

เช่น มี “ความต้องการ” ที่เกิดอยู่ในภายใน เป็นสภาพวิมานในห้วงนึกคิดก็ดี ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ก็ดี หรืออยากเกิด อยากมีอยู่ คงอยู่ตลอดไปก็ตาม แล้วก็ฝังยึดอยู่ในจิตเป็น “ภพ” (ความยังวนเวียน, ความเกิด, ความเป็น, โลกเป็นที่อยู่ของสัตว์)

ซึ่งเป็น “รูปหรืออรูป” ในภายในทวารที่ ๖ คือ ในทวารใจเท่านั้น อันไม่ใช่ออกมาสัมผัสจาก ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย เหมือน “กามตัณหา” มันเป็นอาการที่เกิดอยู่ในจิต นึกฝันอยู่ในจิต เมื่อได้รูปภายใน หรืออรูปภายใน มาเสพสมดั่งใจฝัน สมขนาด สมทิฏฐิ ที่ตนหวังตนฝันนั้นๆ แล้วก็จะเกิด “รสสุข” (อัสสาทะ) หากไม่ได้สม ตามที่หวังที่ฝันก็ทุกข์

หรือสภาพที่ปั้นขึ้นสร้างขึ้นเองในจิตโดยตรง แล้วก็ สัมผัสภายใน เสพสมเองอยู่ในจิต ไม่ว่าจะเป็น “รูป (ภายในจิต) – อรูป – นามธรรม” แท้ๆ เช่น “ความรู้-ความเฉลียวฉลาด-ศาสตร์วิชาการ” หรือเพียง “ความคิดนึกวาดฝัน” (วิมาน) ใดๆ หรือจะเป็น “รูปฌาน-อรูปฌาน” ที่เป็นชนิด “รูปภพ-อรูปภพ” ในจิต ตามแบบลัทธิ นั่งหลับตา ทำสมาธิทั้งหลาย หรือถึงขนาดสภาพ “ดับจิต” ที่พากันเรียกว่า “นิโรธ” หากทำได้ ปั้นสร้างขึ้นได้ (เนรมิต) แล้วก็เป็นสุขเสพสม ชมชื่นติดยึดกันไป

สภาพที่เสพสุขทางทวารจิตอยู่ดังกล่าวนี้ ภาษาสมัยใหม่ เขาก็ว่า “สำเร็จความใคร่ทางความคิด หรือ สำเร็จความใคร่ทางจิต” ภาษาธรรมคือ เสพสม “อัสสาทะ” ในภพ

นี่ก็ยังคือ “ภวตัณหา” ของ “ปุถุชน” สามัญ.. โลกียะ

“วิภวตัณหา” คือ ความต้องการที่เป็นอุดมการณ์เป็นความต้องการ ที่ตั้งใจไปสู่ภพ แห่งคุณงามความดี แปลตรงตามภาษา ก็คือ “ความต้องการในวิภพ” อันหมายถึง ความต้องการ “ไม่เป็นไม่มีภพ” ที่เลว ที่ไม่ดีทั้งหลาย ได้แก่ ความต้องการ “ไม่มีกาม..ไม่มีภพ” ซึ่งหมายถึง ความต้องการ “ล้างกามตัณหา ล้างภวตัณหา” นั่นก็หมายความว่า “ตัณหา” ที่ต้องการ “ล้างตัณหา” นั่นเอง ที่สุดก็ “ต้องการไม่มีตัณหา” หรือ “ไม่มีภพ” เป็นสุดยอด

แบ่งออกเป็น ๓ ขั้นให้ฟังง่ายๆ แต่มีความซับซ้อนลึกซึ้ง อยู่ไม่น้อย

(๑) ขั้น “กัลยาณปุถุชน” (ปุถุบุคคล)
(๒) ขั้น “อาริยชน” (เสขบุคคล)
(๓) ขั้น “อมตชน” (อเสขบุคคล)

 

กัลยาณปุถุชน

ข้อที่ ๑ ขั้น “กัลยาณปุถุชน” (ปุถุบุคคล) ได้แก่ ความต้อง การลดละ ต้องการเสียสละ ต้องการเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น โดยการพยายาม หาทางให้เป็นไปได้ และสามารถเป็นไปได้จริง ทั้งต่ำทั้งสูง ไล่เรียงกันไปตามภูมิ ตามฐานะ ซึ่งก็สามารถเป็นคนดี กันได้จริงๆ ได้ดีบ้างเล็กๆ น้อยๆ ก็มีเยอะแยะถมเถ ได้ดีมาก พอสมควรก็มีอยู่ไม่น้อย ที่ได้ดีมากๆ ก็มี ซึ่งก็น้อยลงๆ ไปตามลำดับ ที่ได้ดีมากยิ่งๆ จนมีภูมิสูงขั้นเยี่ยมยอด ถึงระดับเป็น “ศาสดา” ก็สามารถเป็นไปได้

แต่จะดีสุดดีปานใดก็ยังเป็นอยู่ใน “โลกียภพ”

เพราะ “กัลยาณปุถุชน” นั้น ยังไม่เข้าขั้น “สัมมาทิฏฐิ” จนกระทั่งมีมรรคผล ตามทิฏฐิของพุทธ ถึงขั้นสามารถรู้แจ้ง “โลก” หรือ “ภพ” ที่แบ่งแยกออกได้ว่า อย่างไรเป็น “โลกียะ” อย่างไรเป็น “โลกุตระ” และยังทำ “ความเกิด ความเป็นผู้เข้าสู่ โลกุตรภพ” ไม่ได้ ยังปฏิบัติตนเข้าสู่ความเป็น “อาริยชนในโลกโลกุตระ” ไม่ได้ อย่างเป็นสัจจะ และรู้แจ้งเห็นจริงตาม “ความเป็นจริง” นั้นๆ

ที่สำคัญคือ ไม่รู้แจ้งเห็นจริงในความเป็น “กิเลส” อันเป็น “เหตุ” ที่เกิดโลกียะ อย่างจับมั่นคั้นตาย และไม่สามารถฆ่าให้ตายได้เป็นขั้นเป็นลำดับ ทั้งอย่างหยาบ (วีติกกมกิเลส) ทั้งอย่างกลาง (ปริยุฏฐานกิเลส) ทั้งอย่างละเอียดสุด (อนุสัยกิเลส) อีกอนึ่งคือ ไม่มีความถาวรหรือความเป็นนิรันดร์ ชนิดพิสูจน์ได้ดุจเดียว กันกับวิทยาศาสตร์ จึงยังไม่ชัดแจ้งสัมบูรณ์ เหมือนพุทธวิชชา

คำว่า “วิภวตัณหา” นี้ ทั่วๆ ไปก็แปลกันอยู่แค่ว่า “ความอยากในวิภพ” ได้แก่ ความทะยานอยากในความไม่มีไม่เป็น อยากไม่เป็นนั่น ไม่เป็นนี่ เช่น อยากไม่เป็นคนยากจน อยากไม่เป็นคนต่ำต้อยน้อยหน้า ฯลฯ อยากตาย อยากขาดสูญ อยากไม่เกิดอีก อยากพรากพ้นไปจากภาวะที่ตนเกลียดชังไม่ปรารถนา หรือความอยากในภาวะที่ไม่มีรูปไม่มีร่าง เช่น อรูปพรหม หรืออรูปภพ เป็นต้น

ซึ่งก็แปลกันไปได้ทั้งนั้น แต่เรามานิยามกันให้ชัดคม ให้ยิ่งๆ ขึ้นกว่านี้ ก็น่าจะดี จำกัดความหมาย ให้ชัดให้ลึก ถึงจุดสำคัญ ให้ถ่องแท้ครบครัน เท่าที่เราจะพูดถึงได้

โดยเนื้อหาแห่งสัจจะนั้น “วิ” ในที่นี้เป็นสภาพ “พิเศษ” หรือ “วิเศษ” ชนิดหลุดพ้นจากสามัญไปสู่สภาพ “วิสามัญ” จริงๆ ซึ่งพิเศษหรือวิเศษชนิด “ต่าง” จากสามัญปุถุชนกันไปคนละ “โลก” ทีเดียว [แยกทิศทางของความสุขไปคนละทาง]

ดังนั้น ความหมายของ “วิ” ว่า “ไม่” ในที่นี้ จึงต้องรู้ให้แม่นคมว่า “ไม่” ในอะไร ถ้า “ไม่” แค่ปฏิเสธความต้องการ ที่เป็นเรื่องวกวนอยู่ใน “ภพ” เดิม “โลก” เดิม แค่ยังคงวนอยู่ใน “กามภพ” หรือ “ภวภพ” ดังเดิม ซึ่งเปลี่ยนไปเพียงแค่ เป็นสภาพด้านตีกลับ หรือกลับกัน คนละฟากของตัณหา ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เพราะหากแค่นี้ มันก็เวียนวนกลับไปกลับมา แค่เป็นการรับ หรือปฏิเสธใน “รสของกาม” ใน “รสของภพ” ยังวนอยู่ในโลกของกาม ของภพ อันยังเป็นโลกโลกีย์ หรือเป็นภพปุถุชนเก่าๆ เดิมๆ นั่นเอง ซึ่งก็ เท่ากับ “ไม่อยากในรสของกาม หรือ ไม่อยากในรสของภพ” ที่เป็นเพียง “อัสสาทะ” ยังไม่ใช่เลิกเด็ดขาด ชนิดรู้จัก “ภพ” รู้จัก “อัตตา” แล้วพากเพียร “ลดอัตตาละภพ” จนกระทั่งดับอัตตา และดับภพ ได้สนิทจริง โดยดับความ “อยาก” ในภพนั้นๆ ได้ ชนิดรู้แจ้งในความเป็น “ภพ” และ “อัตตา” ไม่ใช่แค่เหวี่ยงไปขั้วใต้ แล้วก็กลับไปขั้วเหนือ อยู่ในตัณหาของ “โลกียภพ” เดิมๆ นั้นอีก อยู่เท่านั้น แต่เปลี่ยนหรือตายจาก “ภพเก่า” (อยังโลก) ขึ้นสู่ “โลกุตระ” อันเป็น “ภพใหม่” (ปรโลก) ได้แท้ ไม่เวียนวน

ซึ่งความหมายของ “ความอยากในวิภพ” (วิภวตัณหา) หรือ “ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ในความเป็นภพ” (วิภวตัณหา) นั้น ชัดๆ ก็คือ “อยากไม่มีภพ” หรือ “ต้องการไม่เป็นภพ” กันอีกแล้ว นั่นเอง มิใช่แค่ “ไม่อยากเป็นคนจน” ซึ่งมันก็ยัง.. แค่หนีความจน แต่ก็ “อยากเป็นคนรวย” มันก็ยังเป็นภพ เป็นชาติเก่า อย่างเดิม อยู่ดีเพียงแต่ “อยาก” กลับไปกลับมา คนละฟากฝั่งเท่านั้น ถ้าแค่นี้มันก็ยังวนอยู่ ในวัฏสงสารของ “ภพ” เก่า หรือแม้จะเป็น “อยากพรากพ้นไปจากภาวะ ที่ตนเกลียดชัง ไม่ปรารถนา” มันก็ยังวนไป “อยากสู่ภาวะ ที่ตนรักใคร่ปรารถนา” อยู่อีกนั่นแหละ ซึ่งมันก็ยังคือ “โลก” หรือ “ความวน” ปกติสามัญ ของผู้วนเวียน เป็นอนิจจัง อยู่ในโลกีย์เดิม อยู่ในกรอบกรงของปุถุชนที่ยังตัด วัฏฏสงสารไม่ได้

หรือ “วิภวตัณหา” หากจะหมายความว่า อยากตาย อยากขาดสูญ อยากไม่เกิดอีก แล้ว “ผู้อยาก” นั้นรู้แจ้งเห็นจริงถึง “ต้นเหตุแห่งการตายหรือการทำความขาดสูญ” (สมุทัยอาริยสัจ) และสามารถกำจัด “เหตุ” นั้นๆ ได้ ชนิดถูกตัวถูกตน (อัตตา) ของ เหตุนั้นๆจน “ดับสนิทหรือตายสนิทจริง” ได้ไหมล่ะ? ถ้าไม่ได้ ก็ยังต้องวน “เกิด” หรือ “ไม่ขาดสูญ” อยู่ในภูมิโลกีย์ภพเก่าๆ เดิมๆ ไม่สมหวังตามที่ “อยาก” อยู่นั่นแหละ

หาก “อยาก” จะ “เปลี่ยนภพหรือดับภพ” ได้ มันก็ต้องรู้จัก “ความเป็นภพ” นั้นๆ อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง และ ต้องมีญาณหยั่งเข้าไปรู้จักรู้แจ้งรู้จริง “อัตตา” ที่อยู่ใน “ภพ” นั้น แล้วปฏิบัติกระทั่ง “ดับเหตุที่พาให้เกิดภพ” นั้นๆ ให้ได้ จึงจะ “ไม่มีความวน” (วิภว) หรือ “ตายจาก..ขาดสูญ..ไม่เกิดอีก” เพราะสามารถดับอัตตานั้น หรือ “อาตมัน” นั้นๆ ได้จริง จึงไม่มีภพ (วิภว) ได้แท้ถูกต้องสัมบูรณ์

หรือ “วิภวตัณหา” หากจะหมายความว่า ความอยากในภาวะที่ไม่มีรูปไม่มีร่าง เช่น อรูปพรหม (อาตมันหรืออัตตา) เป็นต้น

แล้ว “ผู้อยาก” นั้น รู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน “ความเป็นพรหม เป็นอรูปพรหม” อย่างถูกตัวถูกตน (อัตตา) ของพรหม ของอรูปพรหม หรือของ “พระเจ้า” ที่เป็น “ภาวะแห่งจิตวิญญาณแท้จริง” ไม่ว่า จะเป็น “รูป” เป็น “อรูป” ชนิดถูก “รูป” ถูก “นาม” หรือถูกถ้วนตาม “อาการ-ลิงค-นิมิต-อุเทศ” กันได้อย่างรู้จริงชัดเจน แจ่มแจ้งแค่ไหน?

หากมิใช่การรู้แจ้งชัดจริง ซึ่งเป็นการเห็นแจ้งรู้แท้ได้ด้วย “วิชชา ๙” ด้วย “ญาณ ๑๖” หรือด้วย “สัมมาอาริยมรรค องค์ ๘ – สัมมาสมาธิ – สัมมาญาณ – สัมมาวิมุติ” ครบถ้วนมีเหตุมีปัจจัยของ “ปรมัตถสัจจะ” ยืนยันสมบูรณ์บริบูรณ์ ก็คงจะเป็น “พรหม” เป็น “อรูปพรหม” หรือเป็น “พระเจ้า” ที่คงครองความมี “ภพ” มี “ชาติ” และทรงความเป็น “อาตมัน..ปรมาตมัน” กันตามที่เป็นที่มีกัน ไปอีกตราบเท่าที่… ยังอยู่ในวงวนของ “โลกียภพ” ไม่สามารถ เข้าถึง “โลกุตรภพ”

“พรหม” ก็ดี “พระเจ้า” ก็ดี แบบโลกีย์ กับ “พรหม” หรือ “พระเจ้า” แบบโลกุตระ ซึ่งก็คือเรื่องของ “จิตวิญญาณ” แท้ๆ นั้น เป็นจริง มีจริง และมี “ความแตกต่าง” กันแน่ๆ

ในภพภูมิสำหรับ “กัลยาณชน” ความเป็น “พระเจ้า” หรือเป็น “พรหม” ก็ย่อมมีทิฏฐิ มีปัญญายึดถือ แบบของตนอย่างหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า ต้องต่างกับความเป็น “พระเจ้า” หรือเป็น “พรหม” ในแบบของ “อาริยชน”

“กัลยาณปุถุชน” แม้จะยังอยู่ในวังวนของ “โลกียะ” และยังชื่อว่า ไม่พ้นความเป็น “ปุถุชน” ความเป็น “กัลยาณชน” ก็ต้อง มี “ความต่าง” จากแค่ความเป็น “ปุถุชน” สามัญแน่ๆ

สิ่งที่ “ต่าง” ก็คือ การมี “คุณค่าความดีงาม” ของผู้ที่มีภูมิเป็น “กัลยาณชน” นั่นเอง บ้างก็มีได้มากถึงขั้นเป็นศาสดา บ้างก็ มีได้อย่างดีอย่างเด่น บ้างก็มีได้ตามสมควร ดังได้อธิบายมาแล้ว

ที่ว่า “ต่าง” ก็เพราะ “กัลยาณชน” เป็นคนมี “คุณค่า” มี “คุณงามความดี” ซึ่งแสดงอยู่ชัดเจนตั้งแต่ภายนอก สำหรับผู้ทำตามอุดมการณ์ได้สูงจริง หรือมีศีลมีธรรมจริง และสามารถมีถึงภายใน มากบ้างน้อยบ้าง เป็นอำนาจแห่ง “สมรรถนะทางจิต” ตามแต่ใครจะมีจริงเป็นจริง แต่ก็เป็นสมรรถนะในแบบโลกีย์

ซึ่งยังไม่ “ต่าง” ถึงขั้นข้ามภพข้ามภูมิ เข้าสู่ภพ “พิเศษ” หรือ “วิเศษ” ที่เป็น”โลกุตรภพ”ได้อย่างเป็นสัจจะ ชนิด “ต่าง” ไปจาก “ปุถุชน” เป็น “อาริยชน” แม้จะชื่อว่า “กัลยาณชน” ก็ยังเป็น “กัลยาณปุถุชน” ผู้วนๆ เวียนๆ อยู่ใน “โลกียภพ” อยู่นั่นเอง

ปุถุชนทั้งหลายในโลก ต่างก็พอมีปัญญารู้ใน “อุดมการณ์” ดีๆ ที่มนุษย์ควรทำควรเป็น เช่นว่า “ความดีงาม” ต่างๆ ซึ่งมีอยู่ตั้งแต่ ในความรัก มิติที่ ๑ กระทั่งถึง มิติที่ ๘ หรือ ความต้องการลด ละกิเลส ต้องการเสียสละ ต้องการเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เป็นต้น และก็ได้พยายามกัน น้อยบ้างมากบ้าง อยู่ทั่วไป ซึ่งล้วนเคยเป็นเคยได้กันอยู่บ้าง ในบางครั้งบางคราว มาแล้วทั้งนั้น บ้างก็ได้ ชั่วครั้งชั่วแว็บ ไม่นานเลยก็มี บ้างก็พยายามรักษา ไว้ได้นานๆ ก็มี บางคนได้นานตลอดชาติ เป็นชาติๆ ก็มี หรือได้ดีข้ามชาติไป หลายชาติก็มี แต่ไม่ “มั่นคงเที่ยงแท้” (นิยต) ชนิด “เปลี่ยน เชื้อจิตเปลี่ยนภพใหม่ ถึงขั้นเกิดในจิตวิญญาณ” (โอปปาติกโยนิ) อย่างมี “สิ่งจริงปรากฏ” (ภาวะ) ในตน และ “ดวงตาแห่งธรรม” (ธรรมจักษุญาณ) ของตนรู้แจ้ง เห็นจริงด้วย

จึงยังไม่นับว่า “พิเศษ” หรือ “วิเศษ” ขั้นโลกุตระ

ส่วนความรู้พื้นๆ ธรรมดา คำว่า “วิภวตัณหา” ที่ใช้กันในความหมายแค่ว่า ไม่อยากเป็นคนจน ไม่อยากเป็นคนต่ำต้อย น้อยหน้า ไม่อยากเป็นคนโง่ ไม่อยากมีความเจ็บปวด เป็นต้น ซึ่งยังมีความไม่อยาก อะไรต่ออะไร อีกนานัปการ สารพัดสารเพ สำหรับสามัญปุถุชนที่ “ไม่อยาก” เป็นนั่นไม่อยากเป็นนี่

ก็จริง..ไม่ผิดเลยในภาวะปุถุชน ที่ยังหลง “โลกธรรม” สามัญ แต่เห็นชัดได้ว่า มันยังวนอยู่ในภพของ ‘โลกธรรม ๘’ ธรรมดา นั่นเอง ไม่ได้ต่างไปจาก ความเป็นปุถุชนเลย ซึ่งจะนับว่าเป็น “อุดมการณ์” ขั้นโลกุตระก็ยังไม่ได้ นอกจากต้องนับว่า เป็นความทะยานอยากสามัญ ของปุถุชน หรือโลกียะธรรมดา ซึ่งก็คือ “กามตัณหา” แท้ๆโทนโท่ ที่ไม่ได้ลดละ และหลากหลาย “ความอยาก” ต่างก็ยังเป็น “ภวตัณหา” อยู่โต้งๆชัดๆ

เพียงแต่เป็นความหมายว่า “ไม่” ที่มีลักษณะเชิงปฏิเสธ โลกีย์คนละมุมท่านั้น หรือแค่เป็น “มุมกลับในภาคปฏิเสธของ ความต้องการ” ซึ่งเมื่อมี “เชิงดูด” ภาคปฏิเสธก็เป็น “เชิงผลัก” แต่ก็อยู่ใน วงวนของ “ภพ” เก่าอันเป็น “โลกียธรรม” ไม่ได ้”พ้น” ออกไปจาก “ภพแห่งโลกีย์” เลย เป็นวิสัยโลก หรือ วิสัยของความวน ที่ยังคง.. “ไม่ดูดก็ผลัก..ไม่ผลักก็ดูด” ธรรมดาๆ นี่เอง อย่างเก่งก็อาจจะผลักไปไกล หรือไม่ก็นานหน่อย

จะว่าเป็น “ความต่าง” ก็ต่างกันในเรื่องของขั้วของทิศ กลับกันไปคนละขั้ว คนละทิศ หรือเป็น “ความเอียงความโต่ง” กันไป คนละมุมคนละด้าน แต่ก็อยู่ใน “โลก” เดิมๆ หรือ “โลก” เดียวกัน เท่านั้น ซึ่งไม่ต่างไปจากความเป็น “โลกธรรม” ของสามัญปุถุชน

แม้ “กัลยาณชน” ที่ประสบผลสำเร็จใน “อุดมการณ์” ดังกล่าวข้างต้น ก็ตาม จะสามารถเก่งกาจดีถึงขั้นได้เป็น “ศาสดา” องค์ใดองค์หนึ่งแท้จริง แต่ยังไม่สามารถรู้แจ้งใน “วัฏสงสาร” ยังไม่รู้ยิ่งใน “กิเลส” ใน “อัตตา” ยังไม่รู้ยิ่งใน “ภพ” และ “วิภวภพ” ที่เป็นโลกุตระ อย่างสัมมาทิฏฐิ ก็ยังเปลี่ยนแปลงได้ ยังต้องวน เวียนลงต่ำ ยังไม่มี “ความเที่ยงแท้ถาวร” (นิยต) เด็ดขาดชนิด สัมบูรณ์ด้วย “ญาณทัสสนะ” หรือด้วย “วิชชา ๙” แบบพุทธ

ดังนั้น จึงนับว่ายังเป็น “โลกียะ” เพราะยังตัด “วัฏสงสาร” ไม่เป็น หรือยังเปลี่ยนเลื่อน “ภพ” เป็น “ภพใหม่” (ปรโลกที่เป็นโลกุตระ) ไม่ได้ เนื่องจากยังไม่รู้จัก “โลกุตระ” เลย

ด้วยเหตุฉะนี้ ความหมายของ “วิ” ขั้นดังกล่าวนั้น แม้จะเก่งกาจถึงขนาดได้เป็น “ศาสดา” องค์ใด องค์หนึ่งจริง ในโลกมนุษย์ แต่ยังไม่มี “วิชชา ๙” และยังไม่เกิดไม่เป็น “อาริยะ” ได้จริง เป็นได้เพียง “กัลยาณชน” จึงยังไม่มีลักษณะ “วิเศษหรือพิเศษ” ชนิด “วิภวภพ” ขั้นโลกุตระ จึงยังเป็นเรื่องของ “ภพสามัญ” ไม่ใช่ ความพิเศษหรือวิเศษ ที่มี “ความพิเศษหรือวิเศษ” ชนิด เหนือชั้นไปกว่าสามัญอีกขั้นหนึ่ง เป็น “วิสามัญ” ตามที่นิยามมานี้

ที่กล่าวว่า “วิภวตัณหา” ทั้งหมดนั้น ยังเป็น “ตัณหา” ของ “ปุถุชน” สามัญ ยังเป็นสภาพของ “โลกียภพ” ก็เพราะยังไม่มี คุณสมบัติเข้าขั้น “โลกุตรภพ” จึงยังไม่ถึง “วิภวภพ” ที่เป็น “ภพ พิเศษ” อันมีอมตะทั้งเกิด โดยเฉพาะทั้ง “ดับ” อย่างอันติมะ

เนื่องจาก “ภพพิเศษ” ที่เป็นขั้นโลกุตระ (วิภวภพ) นี้สามารถ “ดับความเกิด (ทำความตาย) ให้แก่ ‘กิเลสอยาก’ ที่เป็นโลกีย์ ได้แน่แท้เด็ดขาด” และมี “การเกิดใหม่ในจิต” (โอปปาติกโยนิ) หรือ ในอัตภาพของตนจริง ด้วยการรู้แจ้งเห็นจริง ทำได้จริงกับ “อัตตา” ของตน จึงเป็นความ “ต่าง” จาก “ภพ” สามัญ (โลกีย์) กันคนละโลก ชนิดพิสูจน์ได้ ดุจเดียวกันกับการพิสูจน์ ทางวิทยาศาสตร์

โดยพิสูจน์กันในชีวิตที่ดำเนินไปปกติประจำวันสามัญ ของมนุษย์ ด้วยทฤษฎีสำคัญของพุทธ ที่มีทฤษฎี “มรรค อันมีองค์ ๘” เป็นต้น ทว่าสามารถรู้แจ้งเห็นจริง สัมผัสจริง มีสภาวะจริง ของรูปธรรมและนามธรรม ปรากฏให้ประสบ “ความจริง” (ภาวสัจจะ) ดุจเดียวกันกับนักวิทยาศาสตร์ พิสูจน์สิ่งต่างๆ

ที่ต้องอนุโลมนับเอาขั้น “กัลยาณปุถุชน” นี้ ว่า เป็น “วิภวตัณหา” ด้วย ก็เพราะ “กัลยาณชน” นั้นๆ มีความตั้งใจ ในใจจริง และสามารถทำกัน จนเป็นความสำเร็จจริง ในขั้นอุดมการณ์ได้ด้วย ทำความเจริญให้ตน ให้สังคมมนุษยชาติได้จริง ส่วนจะสำเร็จ มากหรือน้อย ได้เดี๋ยวเดียว หรือได้นาน ได้ดียอด หรือดีย่อย แนบเนียน ซับซ้อน ลึกซึ้ง สูงส่ง แค่ใด ก็ตามความจริง ที่ทำได้จริงนั้นๆ เท่าที่เป็นได้มีได้ อันมีปรากฏอยู่ใน สังคมมนุษย์ จึงต้องผนวกนับไว้ด้วย

ถ้าจะนับภาวะนี้เป็น “อุดมการณ์” ก็เริ่มนับได้ แต่ยังไม่มีคุณสมบัติ ชนิดที่เป็น “อาริยะแห่งโลกุตระ” เพียงแต่เป็น “กัลยาณปุถุชนแห่งโลกียะ” แค่นั้น

เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจกันชัดเจนแล้วว่า “สามัญปุถุชน” นั้น ย่อมเป็นอยู่กับกิเลส โลภโกรธหลง เป็นธรรมดา และดำเนินชีวิต สามัญอยู่ด้วยการบำเรอให้สมโลภ สมโกรธของตน ตามสัญชาตญาณ โดย “หลงลืม-หลงผิด-หลงใหล-หลงเหลือ-หลงตัว” (โมหะ-อวิชชา) เป็นปกติธรรมดา นี่คือ “ภาวะ” หนึ่ง คือ คนสามัญ แท้ๆ

ส่วนคนที่ตั้งใจจริงและพากเพียรเป็น “กัลยาณปุถุชน” โดยพยายามลดความโลภโกรธหลง นั่นก็เป็น อีกภาวะหนึ่ง ซึ่งสูงขึ้นมา จาก “สามัญปุถุชน” ถึงขั้นมีคุณภาพเข้าขั้น คนดี มีกัลยาณธรรม

ดังนั้น ถ้าใครผู้ใดสำนึกจริงปฏิบัติจริงถึงขั้น “กัลยาณปุถุชน” จึงนับเป็น “อุดมการณ์” เบื้องต้น โดยอนุโลมนับเข้า ในความหมายของ “วิภวตัณหา” ด้วยประการฉะนี้ แม้จะยังไม่สามารถบรรลุธรรมขั้น “โลกุตระ” เลย แต่ก็เป็นคนมีดีจริงๆ

นั่นก็คือ ความหมายของ “วิภวตัณหา” ข้อที่ ๑ ขั้น “กัลยาณปุถุชน” (ปุถุบุคคล) อันเป็นคุณลักษณะข้อแรกของ “วิภวตัณหา”

 

อาริยชน

 

ข้อที่ ๒ ขั้น “อาริยชน” (เสขบุคคล) ได้แก่ ความต้องการลดละ ต้องการเสียสละ ต้องการเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น โดย การพยายามหาทางให้เป็นไปได้ และสามารถเป็นไปได้จริง ชนิดเป็นขั้นเป็นตอนตามทฤษฎีของพุทธ ตามหลักเกณฑ์ของพุทธ อย่างมี “สัมมาทิฏฐิ” แท้จริง ซึ่งสามารถเป็นไปได้ เพราะเรียนรู้ “จิต” เรียนรู้ “กิเลส” ได้อย่างชัดแท้ถูก “ตัวตน” (อัตตา) ของ “กิเลส” แบบจับมั่นคั้นตายกันจริงๆ และทำให้ดับทำให้ตายได้ เป็นขั้นเป็นลำดับถูกสัดส่วน มีทฤษฎีสำคัญสมบูรณ์ที่สามารถ ปฏิบัติอย่างพิสูจน์ได้ และเมื่อดับได้แล้วถึงขั้นที่สุดจริง จะไม่มีวนเวียนไปตกต่ำอีก เป็น “ผลธรรม” ที่ยั่งยืน (ธุว) เที่ยงแท้ (สัสสต) ไม่มีการเปลี่ยนแปลง (อวิปริณามธัมม) ไม่มีอะไรจะมาหักล้างได้ (อสังหิร)

ที่สำคัญคือ สามารถรู้แจ้งเห็นจริงในความเป็น “กิเลส” อย่างจับมั่นคั้นตาย และสามารถฆ่าให้ตายได้เป็นขั้นเป็นลำดับ ทั้งอย่างหยาบ (วีติกกมกิเลส) ทั้งอย่างกลาง (ปริยุฏฐานกิเลส) ทั้งอย่างละเอียดสุด (อนุสัยกิเลส) เมื่อ “ตาย” จากภพโลกียะ จึง “เกิด” ใหม่ในภพโลกุตระ เป็น “ความเกิดทางจิต” แบบโอปปาติกโยนิ

หรือแม้แต่ความถาวร-ความเป็นนิรันดร์ ก็สามารถรู้แจ้งเห็นจริงในภาวะของความถาวร หรือความเป็นนิรันดร์ ชนิดพิสูจน์ ได้ดุจเดียวกันกับวิทยาศาสตร์ด้วย อย่างน้อยก็รู้แจ้งเห็นจริงในขั้น “มีความไม่ตกต่ำของตน จากที่ตนปฏิบัติได้แล้ว จนเป็นสามัญนั้นๆ” (อวินิปาตธัมม) และเห็นจริงสูงขึ้นอีก “เป็นผู้มีความเที่ยงแท้ถาวรในสภาพที่ตนได้ตนเป็น” (นิยต) เป็นต้น อนาคตก็มั่นใจ ในความสูงสุดเพราะแน่ชัดในการจะได้ “เป็นผู้มีการตรัสรู้สูงสุดในเบื้องหน้า” (สัมโพธิปรายนะ) เนื่องจาก รู้แจ้งเห็นจริง ในภูมิธรรมของตน ด้วยญาณอันยิ่งว่า ตนนั้น “ทำลายอบายภูมิ ๔ ในตนหมดสิ้นแล้ว” (ขีณนิรยะ-ขีณติรัจฉาน-ขีณปิตติวิสยะ-ขีณาปายทุคติวินิปาตะ) เพราะมีภูมิบรรลุเข้ากระแสอาริยะถึงขั้น “โสดาบัน” แล้วเป็นอย่างต่ำจริง ชื่อว่า “เสขบุคคล” ขั้นต้น

ผู้เข้าขั้น “เสขบุคคล” หรือ “อาริยชน” ต้องมีสภาวะจริงเข้าถึงภพถึงภูมิได้จริงปานนี้ จึงจะเริ่มนับเป็น “อุดมการณ์ ระดับโลกุตระ” เพราะสามารถเข้าสู่ “ภพพิเศษ” แท้ (วิภวภพ) ได้ด้วยการปฏิบัติ “ดับความเกิดที่เป็นโลกหรือเป็นภพต่ำ อันตนปรารถนา จะดับนั้นๆ ได้แน่แท้เด็ดขาด เป็นลำดับๆ ขึ้นไป”

ซึ่งเป็นความ “ต่าง” ชนิดกลับกันหรือทวนกระแส “กาม- ภพและภวภพ” แยกไปคนละโลก ซึ่งมิใช่เพียง “ต่าง” กันแค่ คนละมุมคนละด้านกัน เท่านั้น ทว่าก็ยังอยู่ในกามภพ ยังอยู่ในภวภพที่วนไปวนมาอยู่นั่นเอง แต่ “อาริยชน” นี้ “ต่าง” กับ “ปุถุชนหรือกัลยาณปุถุชน” ชนิดเปลี่ยนภพใหม่จาก “กามภพ” หรือ “ภวภพ” หลุดพ้นออกไปนอก “กามภพ” และนอก “ภวภพ” อย่างเด็ดขาด ไปต่างหาก เป็น “คนละโลก” กันทีเดียว จึงเรียกว่า “วิภวภพ” เพราะ “ดับกาม-ดับภพ” ที่เป็น “โลก” ขั้นสามัญ เลื่อนขึ้นไปเป็นลำดับๆ ได้จริง อย่างรู้แจ้งความจริงที่ได้ที่เป็น จริงนั้นๆ แน่แท้ในตน

ดังนั้น ขั้นต่ำสุดของคน ที่ยังมี “กามตัณหา” และยัง มี “ภวตัณหา” ในสิ่งที่เป็น “อบายมุข” (ความเสื่อมขั้นหยาบ, สภาพที่ ปราศจากความเจริญ ระดับหยาบ) ได้แก่ การยังสำส่อนยังหนัก ยังมากในเรื่องเพศ, ยังติดการพนัน, ยังติดยังเสพ สิ่งเสพติดระดับคนดีสามัญเขาไม่เสพกันแล้ว, ยังหลงมัวเมาในเกมในกีฬา ในการละเล่น หรือมหรสพ, ยังมัวเมา ในการเที่ยวกลางคืน, ยังติดมิตร คบมิตรที่พาไปมัวเมา เรื่องอบายมุขทั้ง ๕ ที่พูดผ่านมานี้ รวมทั้งอบายมุข ข้อที่ ๖ คือ ยังติดการเกียจคร้าน เป็นต้น

ที่กล่าวมานี้ เป็นตัวอย่างของความติดยึด หลงเสพ หลงสุข หลงทุกข์อยู่ใน “ภพต่ำ” หรือ “โลกต่ำ” โดยยังมีการวนเวียนสุข เวียนเสพ อยู่กับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม เมื่อไม่ได้เสพ ตามที่ติดที่ยึด อยากได้อย่างใด เมื่อยังไม่ได้สมใจ อย่างนั้น ก็จะถึงขั้น “เป็นทุกข์” เพราะติดยึดอยู่นั่นเอง นี่แหละคือ นรก หรือแดนแห่งความเสื่อม ที่ต่ำที่สุดแล้ว

และ มี “กามตัณหา” ในสิ่งที่เป็นลาภวัตถุ-ยศตำแหน่ง-สรรเสริญเยินยอ-สุขทางวัตถุ ทางรูป-เสียง-กลิ่น-รส-เสียดสีสัมผัสนอก ที่ยังรุนแรงจัดจ้านอยู่ จนต้องทุจริต หรือไม่อยู่ในศีลในธรรมแค่ศีล ๕ เช่น ถึงกับต้องฆ่าสัตว์ ต้องทำร้ายผู้อื่น รุนแรงอำมหิต เพื่อให้ได้มา หรือให้ได้สมใจใน “โลกธรรม ๘” (ผิดศีลข้อ ๑) …ต้องละเมิดกฎหมาย ละเมิดศีลธรรมพื้นฐาน ถึงขั้นเข้าข่ายลักขโมย เพื่อให้ได้สมใจ ในสิ่งที่ตนต้องการ (ผิดศีลข้อ ๒) …ต้องละเมิดทางกาม เกินกว่าสามัญพื้นฐาน เช่น ผัวเดียวเมียเดียว หรือจะมีกามก็เฉพาะ สิ่งที่สมควรแก่ จริยธรรมมาตรฐาน พื้นฐานที่สังคมนับถือกัน (ผิดศีลข้อ ๓) …ต้องถึงกับโกหกหลอกลวง เพื่อให้ได้สมใจในสิ่งที่ตนต้องการ (ผิดศีลข้อ ๔) …ต้องเสพเพราะยังติดยัง “อดทนต่อรสอร่อยของอบายมุข” ไม่ได้เด็ดขาด “รสอร่อยแห่งอบายมุข” นั้นยังมีฤทธิ์เหนือจิตอยู่

ความติดยึด ที่ยังหลงเสพหลงติด ดังที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างนี้ คือ “ภพต่ำ” ที่เรียกว่า ขั้น “อบายภูมิ” อันปุถุชนต้องปฏิบัติตนให้ “หลุดพ้นติดพ้นเสพ” ให้ได้ถึงขั้นมี “ญาณ ๗” รู้แจ้งจริงในตนว่า เราหลุดพ้นแล้วจริง จึงจะเป็น “อาริยชน” หรือ “เสขบุคคล” ขั้นต้น เรียกว่า “โสดาบันบุคคล” ซึ่งเป็น”อาริยชน” ระดับที่ ๑

“อาริยชน” (เสขบุคคล) นั้นมี ๓ ขั้น ได้แก่ ๑.โสดาบัน ๒.สกทาคามี หรือสกิทาคามี ๓.อนาคามี ที่นับว่าเป็น “เสขบุคคล” เพราะผู้นั้น ยังต้องศึกษาต่อไปอยู่ (เสข=ผู้ยังต้องศึกษา) เนื่องจากยังไม่จบ “การศึกษา ๓” (อธิศีลสิกขา-อธิจิตสิกขา-อธิปัญญาสิกขา) ผู้พัฒนาตนผ่าน “การศึกษา ๓” บรรลุธรรมเป็น “อาริยชน” จึงนับเป็นผู้เข้าสู่ “เสขภูมิ” [พื้นเพของพระเสขะ คือ เข้าสู่ชั้นอาริยชนแล้ว จะเป็นชั้นหนึ่งชั้นใดใน ๓ ก็ตาม แต่ยังต้องศึกษาอยู่ ยังไม่จบถึง “อรหันต์” อันเป็นภูมิสุดท้าย] ผู้ยังไม่บรรลุธรรมเข้าขีด “อาริยะ” ยังไม่ชื่อว่า “เสขบุคคล”

อาริยชน ต้องมี “ญาณ” รู้แจ้งเห็นจริงในตนว่า ตนสามารถตัดกิเลสได้จริง มีญาณรู้เห็นในจิต-เจตสิก ว่า ตนมี “กิเลส” อยู่และตนก็มีญาณหยั่งรู้ เห็นรูปนามของกิเลสนั้นๆ ในตน แล้วตน ก็ตัดกิเลสนั้นๆได้สำเร็จ จึงเรียกว่า “ผู้สำเร็จ” ไปแต่ละระดับขั้น

ขั้นต้นก็ “โสดาบัน” ผู้เป็น “โสดาบัน” นั้นต้องมี “ญาณ ๗” (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๒ ข้อ ๕๔๓-๕๕๐) รู้แจ้งจริงในความเป็น “อาริยภูมิ” ของตน มีสิ่งปรากฏยืนยันอย่างแน่แท้ ถูกขั้นถูกตอน

ซึ่ง “ญาณ ๗” นี้ จะมิใช่ความรู้ที่รู้แค่เดาเอา มิใช่รู้ชนิดคลุมๆ เครือๆ มิใช่รู้แค่ตรรกะ แม้จะเป็นตรรกะ ที่ถูกต้องเยี่ยมยอด หรือแม้จะเป็นผู้คงแก่เรียน รอบรู้ขั้นอัจฉริยะก็ตาม และมิใช่รู้ แค่รู้ภาษาของธรรมะ มากมายหลากหลาย รู้ภาษาบาลีดีเยี่ยม รู้ภาษาอังกฤษเชี่ยวชาญ มีปฏิภาณรู้รอบ ในเหตุในผล ของสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์

หรือรู้ละเอียดในคุณค่าของคุณธรรมต่างๆ ดีเลิศก็เถอะ ยิ่งรู้ชนิดหลงนิมิตนั่นนิมิตนี่ ในอุปาทาน ในสมมุติสัจจะ ต่างๆ นานา แล้วก็เข้าใจเอาเองว่า นั้นคือความรู้วิเศษ คือความมี “ญาณ” นั่นยิ่งไม่ใช่ใหญ่ [ซึ่งความหลงแบบนี้ ทุกวันนี้มีกันมากขึ้นๆ]

เป็นต้นว่า ผู้มีภูมิโสดาบัน ก็ต้องรู้ “สักกายทิฏฐิสังโยชน์” เป็นอย่างไร? ต้องรู้ “สักกายะ” ของตนอย่าง “ชัดแท้ไม่ลังเลสงสัย” (รู้แจ้งไม่วิจิกิจฉา) และเมื่อได้ปฏิบัติตามไตรสิกขา ตามหลักโพธิปักขิยธรรม ก็สามารถละล้างกิเลสได้จริง “บรรลุธรรมมีมรรค มีผล” (พ้น “สีลัพพตปรามาส” ได้จริง) จึงเกิดจึงเป็น “อาริยธรรม” ในตนโดยตนก็มีญาณ รู้เห็นอาริยธรรมนั้นๆ (ไม่สงสัย ในพระธรรม)

เพราะเห็น “อาริยธรรม” ว่า “จริง” ฉะนี้เอง จึงเข้าใจ “พุทธธรรม” ที่เป็น “โลกุตรธรรม” ได้ชัดแจ้งว่า ดั่งนี้แล คือ คุณลักษณะพิเศษ ของความเป็นพุทธ จึงเชื่อมั่นในความเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตรัสรู้ อาริยธรรม เช่นนี้เอง ซึ่งสุดลึกซึ้ง เหลือหลาย (คัมภีร) เห็นตามได้ยาก (ทุทฺทส) รู้ตามได้ยาก (ทุรนุโพธ) สงบจากกิเลสจริง (สันต) เรียบร้อยดียิ่ง (ปณีต) จะคาดคะเนด้นเดาเอามิได้ (อตักกาวจร) ละเอียดลุ่มลึกเกินสามัญ (นิปุณ) รู้ได้เฉพาะบัณฑิตจริง (ปัณฑิตเวทนีย) ก็ยิ่งเห็นจริง ตามที่พระไตรปิฎกบันทึกไว้ ในเล่ม ๙ ข้อ ๓๔ จึงมั่นใจ แท้ว่า พระพุทธเจ้ามีจริง ไม่มีใครเทียบเท่า นั้นจริงแค่ไหน? มีพุทธคุณลักษณะใด? เยี่ยมยอดอย่างไร? และทรงสูงส่งวิเศษไฉน? (ไม่สงสัยในพระพุทธ)

เพราะ “อาริยธรรม” ที่เราเองได้บรรลุเพียงแค่นี้ ตามความเป็นจริง ที่เห็นชัดในตัวเอง แม้เพียงเท่านี้ ก็เห็นแล้วว่า เราผู้ประพฤติตามธรรม ของพระพุทธเจ้าอย่าง “สัมมา” นั้นได้ผล อย่างนี้เอง ดียิ่งเยี่ยมอย่างไร? สุขสงบวิเศษไฉน? ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ จนได้เข้าถึง “อาริยธรรม” นั้นๆ เอง ย่อมรู้แจ้งเห็นจริงได้ด้วยตน (ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ) จึงเป็น “สาวกสังโฆ” แท้จริง ด้วยประการฉะนี้ (ผู้นั้นย่อมไม่สงสัยในความเป็นพระสงฆ์)

ผู้นี้จึงชื่อว่า เข้าถึง “พระพุทธ,พระธรรม,พระสงฆ์” ครบครัน และ “ศรัทธาพระไตรรัตน์” เพราะเห็นจริง ในความมีจริง เป็นจริง ที่ตนเองเป็นเอง สัมผัสเอง มิใช่เพียง ‘รู้ยิ่ง’ เฉยๆ

ซึ่งเกิดจริงเป็นจริง ก็เนื่องมาจาก.. ผู้นั้นได้ปฏิบัติตน ด้วย “ไตรสิกขา” (การศึกษา ๓) อันได้แก่…

ปฏิบัติ “ศีล” ให้มีผลมีอานิสงส์จน “พ้นสีลัพพตปรามาส” นั่นคือ การเจริญของ “อธิศีล

ปฏิบัติด้วย “ศีล”นั้นแหละ กระทั่ง “จิต” เจริญพัฒนาขึ้นสู่ “สัมมาสมาธิ” เป็นการเจริญของ “อธิจิต

และพร้อมกันนั้นก็มี “ญาณหรือปัญญา” รู้แจ้งเห็นจริงในปรมัตถธรรมต่างๆ ว่า ตนรู้จัก “ตัวตนของกิเลส” แล้วทำให้กิเลสลดละ จางคลายได้ถึงขีดถึงขนาด ตามกฎเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้า ทรงกำหนด เป็นลำดับ ไว้ถูกต้อง (วิราคะเป็นต้น วิมุติเป็นสำคัญ) อย่างชัดเจนในความจริงนั้นๆ เพราะมีการเกิด การตายจริงๆ ในจิตแบบ รู้ๆ เห็นๆ “ไม่มีลังเลสงสัย ในการละการลดนั้นๆ จนถึงความดับสนิท”

จึงเรียกว่า “พ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์” เพราะมี “ญาณ หรือปัญญา” (อธิปัญญา) รู้แจ้งเห็นจริงในความเป็นจริง อันได้แก่ “การเกิดจริงเป็นอาริยะจริงของตน” นั่นเอง ว่าเกิดอย่างไร? เป็นอย่างไร? ลดไปละไป หรือหลุดพ้นไป ถึงขั้นตายไปอย่างไร?

ขั้นต่อไปสูงขึ้นเป็น “สกทาคามี” ก็ต้องรู้จัก “กามราคะ” และ “ปฏิฆะ” ของตนอย่างถูกสภาพ แล้วปฏิบัติให้ละลดจางคลาย กิเลสดังกล่าวนั้น ให้ได้มากขึ้นๆ ไปเรื่อยๆ จนหลุดพ้น กระทั่ง “พ้นสักกายทิฎฐิสังโยชน์-พ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์-พ้นสีลัพพตปรามาส” ในส่วนที่เป็นระดับของภูมิ “สกทาคามี” อย่างรู้แจ้งเห็น จริงตามความเป็นจริงอีกเช่นกัน พ้นสังโยชน์โดยนัยเดียวกัน แต่ต่างระดับกันขึ้นไปเท่านั้น หากสามารถลดละ “กามราคะ-ปฏิฆะ” ลงได้จริง จิตสะอาดจาก “กาม” จาก “ปฏิฆะ” ขึ้นเรื่อยๆ นี่แหละคือ ความเป็น “สกทาคามี” สูงขึ้นๆ ไปจริงตามลำดับ

เมื่อลดละจางคลาย “กามราคะ” และ “ปฏิฆะ” กระทั่ง “พ้นกามราคสังโยชน์-พ้นปฏิฆสังโยชน์” ได้ขีดได้ขนาดตามเกณฑ์ โดยมี “ญาณ” รู้แจ้งเห็นจริงแท้ ก็เป็นอัน “พ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์” [สังโยชน์ระดับต่ำ ๕ ขั้น ได้แก่ สักกายะ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, กามราคะ, ปฏิฆะ] ขึ้นสู่ภูมิ “อนาคามี”

สำหรับ “อนาคามี” ก็ปฏิบัติละลดกิเลสระดับ “อัตตา” ขั้นสูงต่อไป อันเป็น “อุทธัมภาคิยสังโยชน์” [สังโยชน์ระดับสูง ๕ ขั้น ได้แก่ รูปราคะ, อรูปราคะ, มานะ, อุทธัจจะ, อวิชชา] จนกว่าจะสะอาดเกลี้ยง หมดกิเลสขั้นสุดท้าย คือ “พ้นอวิชชา” ซึ่งเป็นการพ้นสังโยชน์ สูงสุดยอดสมบูรณ์ กระทั่งสูญหมด “อาสวะ” จึงจะเป็นการสิ้นสุดความเป็น “เสขบุคคล”

 

อมตชน

 

ข้อที่ ๓ ขั้น อมตชน (อเสขบุคคล) ได้แก่ ความต้องการลดละ ต้องการเสียสละ ต้องการเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น โดยการพยายาม หาทางให้เป็นไปได้ และสามารถเป็นไปได้จริง ชนิดเป็นขั้นเป็นตอนตามทฤษฎีของพุทธ ตามหลักเกณฑ์ของพุทธ อย่างมี “สัมมาทิฏฐิ” แท้จริง และสามารถเรียนรู้พร้อมทั้ง ปฏิบัติได้จน “จบกิจ”

ผู้ “จบกิจ” ถือเอาการหมดกิเลสที่ยึดติดเป็น “ตัวตน” (อัตตา) และหลงติดเป็น “ของตัวของตน” (อัตตนียา) ชนิดไม่เหลือ เศษธุลีละออง ของกิเลส เพื่อตัวเพื่อตน แม้นิดแม้น้อย จึงจะเป็นผู้ “ไม่เห็นแก่ตัว” แท้ๆ จริงๆ มีแต่ “เห็นแก่ผู้อื่น” เป็นผู้สร้างสรรด้วยภูมิพุทธ (พระผู้สร้าง).. แล้วเสียสละอย่างบริสุทธิ์ (พระผู้ประทาน).. เพราะจิตวิญญาณของท่าน ปราศจากกิเลสแน่ๆ แล้ว (พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์) จริง

ซึ่งความหมายของ “จบกิจ” ก็คือ สำเร็จแล้วไม่ต้องศึกษาอีก ไม่ต้องไปปฏิบัติซ้ำซากอีก จบแล้วจบเลยเป็นนิรันดร์ไปเลย เช่น “ดับกิเลส” ได้สนิทสมบูรณ์แล้วจริง จะไม่มีวนเวียนไปมีกิเลสอีก เพราะ “อมตชน” ทั้งหลายมี “ความเป็นได้จริง” (ตถตา) นั้น สำเร็จแล้วจริงๆ [ผู้สนใจดูพระไตรปิฎก เล่ม ๑๖ ข้อ ๖๐-๖๓ ประกอบด้วยจะเข้าใจมากขึ้น]

“อมตชน” หรือ “อเสขบุคคล” คือ ผู้มุ่งมั่นจะมี “ความเป็น เช่นใด ก็สามารถมีความเป็นเช่นนั้น ได้แล้วโดยจริง” (ตถตา)

“อมตชน” หรือ “อเสขบุคคล” คือ ผู้ปฏิบัติแล้วจนเกิดผล สำเร็จของตนๆ กระทั่ง “พ้นอวิชชา” แล้วใน “ปฏิจจสมุปบาท” ทั้งสายอนุโลมและปฏิโลม หรือ ทั้งสายเกิด และสายดับ ด้วยความเป็นได้จริง (ตถตา) และมีปัญญาอันยิ่ง เห็นแจ้ง ในความเป็นได้จริงนั้นด้วยตนเอง ในตนเอง ของตนเองสมบูรณ์ จึงชื่อว่า “ผู้จบกิจ”

เพราะผู้ “จบกิจ” ได้สภาพเช่นนั้นเป็นอย่างนั้นเองแท้จริงแล้ว (ตถตา) ชนิดถาวรเด็ดขาด

เพราะรู้แจ้งเแทงทะลุความเป็นจริง (ตถตา) นั้นว่า เป็นความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น-ความไม่คลาดเคลื่อน จากความเป็นอย่างนั้น (อวิตถตา) แน่แท้สมบูรณ์แล้ว

เพราะรู้แจ้งความเป็นจริงนั้นในตนว่า เป็นความไม่เป็นอย่างอื่น-ความไม่เป็นไปด้วยประการอื่น (อนัญญถตา) แน่ๆ เด็ดๆ ในตัวเอง ที่เป็นเองอยู่

เพราะทั้งเป็นได้จริงเอง ทั้งรู้แจ้งแทงทะลุความจริงแท้ ยิ่งยอดนั้นถึงมูลเหตุอันแน่นอนในธาตุนั้นๆความที่เมื่อมีสิ่งนี้ เป็นปัจจัย ในการเกิด สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ความที่มีสิ่งนี้ เป็นปัจจัยในการดับสนิท สิ่งนี้จึงดับสนิท (อิทัปปัจจยตา)

ดังนั้น เมื่อผู้ “จบกิจ” เป็นหรือมีสิ่งที่ตนมีตนเป็นได้แล้วจริง จึงสามารถเป็น “ต้นเชื้อ” หรือเป็น “ผู้มีสิ่งนั้นในตนจริง” (มีความเป็นอาริยะ) ก็สามารถ “แพร่เชื้อแท้” นี้ต่อและต่อไป ให้เกิดให้เป็น “เผ่าพันธุ์อาริยะแท้” แก่คนอื่นๆ ที่สามารถรับได้เป็นได้ต่อๆ ไป อย่างไม่ปลอม

นั่นคือ สามารถเป็น “ต้นเชื้อ” และแพร่เชื้อแท้ของความ เป็น “อาริยชน” และ “อมตชน” ให้เกิด ให้เป็น ต่อๆ ไป ได้จริงนั่นเอง

“อมตชน” หรือ “อเสขบุคคล” หรือผู้ “จบกิจ” นี้ จากพระไตรปิฎก เล่ม ๑๙ ข้อ ๑๓๖๗ แจกแจงไว้ ว่า ต้องมีคุณสมบัติ ๘ ประการ ได้แก่…

๑. อรหันต์ คือ เป็นผู้ไกลจากกิเลส (อรหัง)

๒. ขีณาสพ คือ เป็นผู้หมดกิเลสถึงขั้นสิ้นอาสวะ (ขีณาสวะ)

๓. ผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว คือ เป็นผู้ได้รับสภาพนั้นสมบูรณ์ และมีสภาพนั้น อยู่กับตนแล้วด้วย (วุสิตวันตะ)

๔. ผู้มีกิจที่ควรทำอันทำจบแล้ว สำหรับตนเอง (กตกรณียะ)

๕. ผู้มีภาระอันวางลงแล้ว สำหรับตนเอง (โอหิตภาระ)

๖. ผู้มีประโยชน์ของตน อันบรรลุโดยลำดับแล้ว (อนุปฺปัตตสทัตถะ)

๗. ผู้สิ้นเครื่องผูกพันให้ติดอยู่ในภพแล้ว (ปริกฺขีณภวสัญโญชนะ)

๘. ผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้โดยชอบ (สัมมทัญญา วิมุตตะ)

ความเป็น “อมตชน” จึงคือ ผู้ที่รู้แจ้ง “ความเป็นตัวตน” (อัตตา) และจัดการกับ “ความเป็นตัวตน” อย่างรู้แจ้งเห็นจริง ชนิดแทงทะลุ ด้วยปัญญาอันยิ่ง ในการทำ “ความดับสนิท” และทำ “การเกิดวิเศษ” ได้สำเร็จจบด้วยวิชชา

ที่สำคัญคือ สามารถรู้แจ้งเห็นจริงในความเป็นถาวร หรือความเป็นนิรันดร์ ชนิดพิสูจน์ได้ ดุจเดียวกันกับวิทยาศาสตร์ สามารถรู้แจ้งเห็นจริง ในความเป็น “กิเลส” อย่างจับมั่นคั้นตาย “ตัวตน” (อัตตา) ของมัน และสามารถฆ่ามันให้ตายได้ เป็นขั้นเป็นลำดับ ทั้งอย่างหยาบ (วีติกกมกิเลส) ทั้งอย่างกลาง (ปริยุฏฐานกิเลส) ทั้งอย่างละเอียดสุด (อนุสัยกิเลส) ชนิดไม่เหลือ แม้แต่เศษธุลี ถึงขั้นสิ้นเกลี้ยงสนิท “ไม่มีตัวตน” ที่เรียกว่า “อนัตตา” โดย มี “ญาณ” ของตนเองรู้เห็น “ความจริง” ทั้งหลายนั้นๆ เป็นอันติมะ

ที่สุดแม้แต่ “อาลัยวิญญาณ” ซึ่งเป็น “ที่พึ่งของโลก” (โลกนาถ) ว่า คืออย่างไร? เกิดอยู่อย่างไร? และจะดับสิ้นสูญ สนิทหมดวัฏฏสงสารอย่างไร?

สุดท้ายแห่งท้ายสุด สามารถรู้แจ้ง “อัตตา” ด้วยญาณทัสสนวิสุทธิ ชนิดไม่มีอะไรลึกลับอีกแล้ว สำหรับความเป็น “สมมุติสัจจะ” และความเป็น “ปรมัตถสัจจะ” ในอัตตาอย่างแจ่ม แจ้ง โดยสามารถอาศัยอัตตาสร้างสรร “ประโยชน์เกื้อกูลแก่ มวลมนุษยชาติทั้งหลาย ด้วยพละ ๕” ตามภูมิของแต่ละท่าน (พหุชนหิตายะ) สร้างสรรค์ “ความเป็นอยู่สุข แก่มนุษยชาติทั้งหลาย ด้วยพละ ๕ ” ตามภูมิของแต่ละท่าน (พหุชนสุขายะ) และ “อนุเคราะห์โลกอยู่ ตราบเท่าที่ตนจะมีวิภพแห่งพุทธชาติ ตามปณิธานของแต่ละท่าน ด้วยความสงสารจริงจัง” (โลกานุกัมปายะ)

ดังนี้เอง คือ ผู้ “จบ”ประโยชน์ตน เพราะรู้แจ้ง “สัจจะแห่งความรัก” อย่างสมบูรณ์ ผู้มี “ความรัก” ปานฉะนี้ หรือ คนชนิด “มิติที่ ๙” นี้ จึงเรียกว่า “นิพพานนิยม” หรือ “อรหันตนิยม”

ได้ทำความเข้าใจกับ “ความรัก” มาถึง ๙ มิติแล้ว โดยเฉพาะมิติที่ ๘-๙ ซึ่งค่อนข้างยืดยาว เพราะเป็นมิติที่จะต้องเจาะ ถึงเนื้อหาสำคัญ ให้ได้รับรู้ไว้พอสมควร หากศึกษา ไม่สัมมาทิฏฐิแท้ และไม่ปฏิบัติ จนบรรลุรู้แจ้งแทงทะลุ “กายในกาย.. เวทนาในเวทนา.. จิตในจิต.. ธรรมในธรรม” อย่างละเอียดสมบูรณ์ ก็ใช่ว่าจะเข้าใจ “ความรัก” ตามทิฏฐิของพุทธ ถูกถ้วนสัจธรรม บริบูรณ์ได้ง่ายๆ

เมื่อได้รู้ได้เข้าใจ “ความรักมิติที่ ๘ และ ๙” มาแล้ว สำหรับ มิติที่ ๑๐ ก็คงจะเข้าใจตามได้ไม่ยากนัก

 

ความรัก มิติที่ ๑๐ พุทธภูมินิยม

 

มิติที่ ๑๐ คือ ความรักของผู้ที่ จบสัจจะแห่งความรัก” สำเร็จสมบูรณ์สำหรับประโยชน์ตนแล้ว ตนจึง “ไม่มีความรัก” สำหรับตนอีก เหลือแต่ “ความรัก” ผู้อื่น หรือความรักที่เป็นอุดมการณ์ ความรักเพื่อ มวลมนุษยชาติ

“ความรัก” ที่เป็นอุดมการณ์ ขั้นมิติที่ ๑๐ นี้ก็คือ ความรักที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ชนิดสุจริตใจอย่างบริสุทธิ์แท้ จริง หรือเป็นความต้องการ “ให้” แก่ผู้อื่น ชนิดที่ “ไม่มีความ ลำเอียง” (ไม่มีอคติ ๔) สมดุลสมบูรณ์ที่สุด

เพราะความรักมิติที่ ๑๐ นี้ หากจะพูดให้ละเอียดลงไปอีกที ก็เป็นความรัก ที่“ไม่มีความรัก” ฟังเพียงคำพูดขั้นต้นนี้ ก็คงจะงงๆอยู่ ความจริงของสภาวะก็คือ ในจิตมีอาการ “เกิดความต้องการ” จริง แต่อาการต้องการนั้น มิใช่ “ความต้องการเพื่อตนเองจะได้ ตนเองจะมี ตนเองจะเป็น แม้แต่ตนเอง จะเสพรส” หรือ “มิใช่อาการต้องการเพื่อตนเอง จะได้เสพผล ของความต้องการนั้นๆ ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม” เรียกด้วยภาษากันว่า “ความรัก” หรือเรียกว่า “ความต้องการ” ก็ไม่ผิดเลย แต่เป็น”ความรัก-ความต้องการ” ที่มิได้ “ต้องการผลของความต้องการ จากกรรมหรือจากการกระทำนั้นๆ มาเพื่อตนเอง โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง เพื่อ ‘เป็นรสอร่อย’ (อัสสาทะ) บำเรอตนเลย อย่างสะอาดบริสุทธิ์ที่สุด”

“ความรัก” ที่ไม่มีความรัก นี้ จึงแปลกไปจากความรักมิติอื่นๆ อย่างสัมบูรณ์สูงสุด โดยเฉพาะ แปลกจาก “ความรัก แบบโลกีย์” คนละโลก คนละทิศ คนละเรื่องไปเลย เพราะเป็น “ความต้องการ” ที่ “ปราศจากตัวตน” อย่างสัมบูรณ์ที่สุด ดังนั้น คำว่า “ความเห็นแก่ตัว” จึงไม่มีอย่างสะอาดบริสุทธิ์ที่สุด แต่ผู้ มี “ความรัก”มิติที่ ๑๐ นี้ แน่นอนว่า… หาก “ทำงาน” ท่านก็ต้อง ทำด้วย “ความต้องการ” หรือทำด้วย “ความอยากได้” ด้วย “ความยินดี” ด้วย “ความประสงค์” ด้วย “ความมุ่งหมาย” ด้วย “ความรัก” ด้วย “ความปรารถนา” ด้วย “ความเผื่อแผ่” ด้วย “ความเกื้อกูล” ฯลฯ อะไรอีกมากมาย หลากหลายคำความ ที่มีนัยยะนี้ ทว่าท่าน “ทำ” ชนิดไม่มีตัวตนของท่านต้องการมา ให้ท่านได้ ท่านมี ท่านเป็นเลย

แม้คำว่า “เพื่อท่านจะได้เป็นพระพุทธเจ้า” ท่านก็รู้แจ้งเป็นที่สุดแล้วว่า ท่านไม่ต้อง “อยากได้อยากเป็น” เลย เพราะหากท่าน “ทำ” อะไรที่เป็นสมรรถนะ เป็นทักษะใดๆ อันจะพึงเกิด พึงเป็น ที่พึงเรียกว่า “บารมี ๑๐ ทัศ” ก็ตาม ที่จะสะสมตามกรรม มันก็ย่อมเป็นไปตาม “กรรม” ที่ท่านต้องอุตสาหะวิริยะนั้นๆ ถ้า แม้นไม่ “ทำ” มันก็ไม่เกิดไม่เป็นไม่มี ไม่ได้สั่งสม หากท่าน “ทำ” มันก็เกิดมันก็มีมันก็สะสม ท่านก็ไม่เห็นจะต้องการ ไม่เห็นจะต้องอยากได้ มันก็เป็นของท่านโดยธรรม โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

เมื่อท่าน “ทำ” ลงไปจริง เท่าที่ท่านสามารถอุตสาหะ “มีกรรม” หรือ “มีการกระทำ” “ทำ” ในที่ลับ “ทำ” ในที่แจ้ง ใครอื่นจะรู้จะเห็น หรือไม่รู้ไม่เห็นด้วยก็ตาม ไม่ว่า “ทำ” ทางกาย (กายกรรม) “ทำ” ทางวาจา (วจีกรรม) “ทำ” ทางใจ (มโนกรรม) ล้วนเป็นของท่านจริงทั้งสิ้น ไม่มีขาดหกตกหล่น หรือไม่มีรั่วซึม สูญหายไปไหน แม้แต่นิดน้อยยิ่งกว่าธุลี ใครแบ่ง “กรรม” ใครแย่ง “การกระทำ” ของท่านไปไม่ได้ ท่านจะไม่รับ ไม่เอาเป็นของท่านก็ไม่ได้ เพราะ “กัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ” เป็น “ทรัพย์” ของตนที่แน่นอนที่สุด ยิ่งกว่าสัจจะใดๆ

ชีวิตที่มีของท่านจึงคือ “กรรม” ชีวิตของท่าน ท่านรู้แจ้งชัดที่สุดแล้วว่า มี “กรรม” เป็น “ทรัพย์แท้” ดังนั้น แน่นอน.. ท่านไม่ทำบาปทั้งปวง (สัพพปาปัสส อกรณัง) เด็ดขาด เพราะท่าน สามารถ “ไม่ทำ” ได้เด็ดขาดแล้วจริง ท่านทำแต่กุศลให้ถึงพร้อม (กุสลัสสูปสัมปทา) และเป็น “กุศล” ที่สะอาดบริสุทธิ์ แน่แท้ด้วย เพราะท่านได้ทำการ “ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วสะอาดหมดจด” (สจิตตปริโยทปนัง) จนเสร็จแล้ว อย่างถาวรยั่งยืนแน่แท้ (ธุวัง, สัสสตัง)

ท่าน “ทำงาน” ก็คือ เพื่องานเท่านั้น ทำให้โลก (โลกานุกัมปา) ทำให้มนุษยชาติ ทำเพื่อความเป็นประโยชน์ ของมวลมนุษยชาติ (พหุชนหิตายะ) ทำเพื่อเป็นความสุข ของมวลมนุษยชาติ (พหุชนสุขายะ)

ดังนั้น “กุศล” ที่ท่านทำทั้งหลาย ย่อมมีเกิด ย่อมมีเป็น ตามจริง ถ้าจะว่า “กุศลกรรม” ที่เกิดที่เจริญนั้น เป็น “ของท่าน” โดยธรรม..ก็ใช่ แต่มันก็เป็นเพียงภาวะของ “รูปธรรม” มันย่อมมีเกิด..มีเป็น..ก็จริง แต่ภาวะของ “นามธรรม” ในจิตท่านมันมิได้มี “ตัวตน” ใดๆเกิด โดยเฉพาะไม่มี “กิเลส” ใดๆเกิดด้วยเลย

นั่นคือ ไม่มี “ความรัก” ที่หมายถึง “ความเห็นแก่ตัว”

ความจริงนั้นอาการชนิดนี้คืออาการของ “ความรู้ขั้นพิเศษ” หรือ “โลกุตรปัญญา” เต็มๆ ล้วนๆ ที่ “ต้องการทำ” อะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางกาย หรือวาจาหรือใจ ก็ให้เกิดผลเพื่อผู้อื่น เป็นเป้าหมายตรงนั่นเอง เพราะท่านไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ท่านทำโดยไม่มีความเสพแก่ตนแล้ว แม้แต่ความลำเอียง เพื่อ “เห็นแก่พวกของตัว” ก็ไม่มีแล้วจริง [การ”เห็นแก่พวกของตัว” นั้นก็เพื่อสร้างมวล ขึ้นมาเป็นองค์ประกอบ ให้เกื้อหนุนความได้เปรียบ อันจะมีผลต่อตนในที่สุดโดยแท้] เมื่อไม่เหลือ “ความเป็นตน (อัตตา) และของตน (อัตตนียา)” สิ้นเชิงแล้วฉะนี้ การกระทำใดๆ จึงเป็น ความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม ที่สุด

ดังนั้น จึงไม่มี “ความรัก” ที่เป็นของตนเอง หรือ เพื่อตนเอง จะมีก็แต่ “ความรัก” ที่เป็นของผู้อื่น หรือท่านจะรักเหมือนผู้อื่นเขารักก็ได้ทั้งนั้น แต่ความรักของท่านเป็นไปเพื่อผู้อื่นเป็นหลัก ที่ตนเองได้นั้น เป็นเพียงผลพลอยได้ ตามธรรมดา

ดังนั้น หากจะมี “ความรัก” ท่านก็สามารถมีได้หลายแบบ
ท่านสามารถมี “ความรักแบบ ‘อมตชน’ ก็ได้”
ท่านสามารถมี “ความรักแบบ ‘อาริยชน’ ก็ได้”
ท่านสามารถมี “ความรักแบบ ‘พระเจ้า’ ก็ได้”
ท่านสามารถมี “ความรักแบบ ‘กัลยาณปุถุชน’ ก็ได้”
ยกเว้น “ความรักแบบ ‘ปุถุชน’ ไม่มีอีกแล้ว ท่านมีไม่ได้”

สรุปแล้วก็คือ ท่านสามารถมี “ความรักแบบโพธิสัตว์” ตามฐานะของแต่ละท่าน เท่าที่ “ภูมิจริง” ของแต่ละท่านมี หรือเท่าที่ท่านได้สร้าง สะสมบารมีมาเท่าใด ก็เท่านั้น ของแต่ละท่าน

ลองนึกทบทวนดูซิ ที่ได้อธิบายมาแล้วในมิติที่ ๘ ว่า “ความรัก” นั้น มันคืออะไร? ความรัก ก็คือ “ความปรารถนา” หรือแปลว่า “ความต้องการ” และแยกเป็นความต้องการ “ให้” กับ ความต้องการ “เอา” สำหรับผู้มีความรักมิติที่ ๑๐ นี้ มีแต่ความต้องการ “ให้” ไม่มีความต้องการ “เอา” แล้วนั่นเอง

และคงพอจำได้ ภาษาทางศาสนาเรียก “ความต้องการ” ว่า ตัณหา ซึ่งแบ่งออกเป็น
๑. กามตัณหา
๒. ภวตัณหา
๓. วิภวตัณหา

แต่สำหรับผู้มีความรักมิติที่ ๑๐ นี้ มีก็เพียงวิภวตัณหาเท่านั้น ไม่มีกามตัณหา ไม่มีภวตัณหาแล้ว อีกทั้งวิภวตัณหาของผู้มีความรักระดับมิติที่ ๑๐ นี้ ก็มิใช่วิภวตัณหาที่มีคุณลักษณะ อยู่แค่ขั้น “กัลยาณปุถุชน” หรือ “อาริยชน” เท่านั้นแค่นั้น แต่เป็น วิภวตัณหา ที่มีคุณภาพถึงขั้น “อมตชน” ซึ่งสูงขึ้นๆ ไปตามภูมิ แห่งบารมีของพระโพธิสัตว์ แต่ละองค์กันทีเดียว

เพราะฉะนั้น ท่านผู้มี “ความรักขั้นมิติที่ ๑๐” จึงได้แก่บุคคลที่เป็น “อมตชน” เท่านั้น จึงจะเป็น “ความรัก มิติที่ ๑๐” ได้อย่างเข้มข้นบริสุทธิ์สัมบูรณ์จริง

 

ทบทวน วิภวตัณหา ๓ ระดับ

 

คงยังไม่ลืมว่า “วิภวตัณหา” คือ ความต้องการที่มีอุดมการณ์ เป็นความต้องการ ที่ตั้งใจสร้าง คุณงามความดี เพื่อความเจริญดีงามของตนบ้าง เพื่อผู้อื่นเป็นหลัก

บุคคลที่พยายามตั้งใจสร้างคุณงามความดี หรือบุคคลที่มีอุดมการณ์นั้น ก็มีทั้ง ๑.กัลยาณปุถุชน ๒.อาริยชน ๓.อมตชน เพราะ “วิภวตัณหา” นั้นมีได้ในบุคคลทั้ง ๓ ประเภทสำหรับ “ปุถุชน” สามัญนั้น ยังไม่สามารถมี “วิภวตัณหา” อย่างถูกธรรมหรอก มีสะเปะสะปะไปตามกระแสผีเข้าผีออกเท่านั้น

เช่น กัลยาณปุถุชน ก็มุ่งมั่นสร้างคุณงามความดี ตามภูมิของตน และตั้งใจเสียสละ ให้ได้มากขึ้นๆ เท่าที่สามารถ โดยนับเอา “กรรมกิริยาที่ตนได้เสียสละ” ว่าเป็น “ประโยชน์ตน” นั้น ๑ ซึ่งก็เป็น “ประโยชน์เพื่อผู้อื่นในตัว” ด้วยและนับเอา “การได้ปรับ กรรมกิริยากายวาจาใจของตน ให้เก่งขึ้นสุภาพขึ้น ดีขึ้นตามที่ตน มีภูมิปัญญา” ว่า เป็น “ประโยชน์ตนหรือประโยชน์ท่าน” นี้อีก ๑

“กัลยาณปุถุชน” ก็จะสามารถอุตสาหะวิริยะสร้างคุณงามความดี ได้มากมาย หลากหลาย ให้ท่วมท้น มหาศาล ขนาดไหนก็พากเพียรไปได้ จนสามารถเป็นศาสดา ผู้ปลดเปลื้อง ช่วยเหลือมวลมนุษยชาติ ไปทั้งโลกก็เป็นไปได้

เพียงแต่ “กัลยาณปุถุชน” นั้นยังไม่มี “ญาณ ๗” ที่เป็นอาริยะเป็นโลกุตระ ซึ่งเรื่องของอาริยะ หรือโลกุตระนี้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญทั่วไป ในระดับปุถุชน (อสาธารณัง ปุถุชฺชเนหิ)” นั่นหมายความว่า เป็นเรื่อง “พิเศษ” ต่างหาก ไปจากสามัญระดับ “ปุถุชน” แน่ๆ ซึ่งจะต่างอย่างไร “ปุถุชน” จึงไม่สามารถจะ “รู้” ได้ด้วยการเดา หรือ การใช้เหตุผลของสามัญปุถุชน มาใช้เพื่อตรวจสอบหยั่งรู้ ความเป็น “อาริยะ” ได้เป็นอันขาด ต้องเรียนรู้จนเกิด “ญาณ ๗” เอง นั่นแหละจึงจะรู้จริงได้ [ “ญาณ ๗” นี้ ดูได้ในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๒ ข้อ ๕๔๓]

และอีกประการหนึ่ง “กัลยาณปุถุชน” คือ ผู้ที่ยังไม่มีญาณหยั่งรู้ ว่า สภาวะความเป็นตัวตน ที่เรียกว่า สักกายะนั้นคือ “สภาวะอย่างไร” ที่ตนหลงติดหลงยึดอยู่ (ไม่พ้นสักกายทิฏฐิ) ยังไม่รู้แจ้ง เห็นจริง เพราะยังคลุมเครือในความเป็น “พระพุทธ” ว่า คือ อย่างไร กันแน่… “พระธรรม” คือไฉนจริงๆ… “พระสงฆ์” ที่พระพุทธเจ้า ทรงรับรองว่าเป็น “สงฆ์สาวกที่แท้” ของพระองค์ อันได้แก่ “คู่แห่ง บุรุษ ๔ หรือ อาริยบุคคล ๘” มีสภาพเช่นไรแท้ๆ (ยังไม่พ้นวิจิกิจฉา)

พุทธศาสนิกชนมากหลายที่เชื่อว่า ตน “ไม่สงสัย ไม่ลังเล ไม่คลุมเครือ (ไม่วิจิกิจฉา)” ในพระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ นั่นเป็น “ความเชื่อ” (ทิฏฐิ) ของตนเอง ซึ่งเป็นเพียง “ความเข้าใจ” (ทิฏฐิ) หรือเพียงภูมิปัญญาของตนเองเท่านั้น ว่า ตน “เชื่ออย่าง ไม่สงสัย” ที่จริงนั้น ผู้ “เชื่อ” ก็เชื่อตามภูมิตน บางคน “เชื่อ หรือเข้าใจพระพุทธ..พระธรรม..พระสงฆ์ อย่างงมงาย” ด้วยซ้ำ และ “เชื่อ” อย่างนั้นจริงๆ ถึงขั้นกล้ากล่าวว่า “ตนไม่คลุมเครือ” ทีเดียว เพราะมั่นใจว่า “ตนรู้จักพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์” แล้วอย่างถูกต้องดีที่สุด .. ว่างั้นเลย นั่นเป็นเพียง “ศรัทธา” ที่ยังไม่ประกอบด้วย “อาริยปัญญา” หรือ “โลกุตรปัญญา” แม้ “กัลยาณปุถุชน” ที่มุ่งมั่นในศีลในธรรมอย่างเคร่งครัด ที่เจริญด้วย “คุณงามความดี” ก็เถอะ ก็ยัง “ไม่พ้นวิจิกิจฉา” อยู่ดี เพราะยังอยู่ใน “โลกียภพ”

และ “กัลยาณปุถุชน” ยังไม่สามารถปฏิบัติศีลประพฤติ พรตนั้นๆ จนถึงขั้นบรรลุมรรคผล ได้จริง เพราะปฏิบัติอยู่เพียงตามประสา “สีลัพพตุปาทาน” หรือแม้จะสามารถ “พ้นมิจฉาทิฏฐิ” แล้ว พ้น “สีลัพพตุปาทาน” ได้แล้ว แต่ก็ปฏิบัติอยู่เพียงลูบๆ คลำๆ ปฏิบัติแค่จับๆ จดๆ ยังไม่สามารถ ปฏิบัติศีล ประพฤติพรต จนบรรลุ “มรรคผล” ก็ไม่สามารถข้ามเขตจาก “โลกียภพ” เข้าสู่ “โลกุตรภพ” เป็น “อาริยชน” สำเร็จ (ไม่พ้นสีลัพพตปรามาส)

ดังนั้น จึงไม่สามารถจะสร้างคุณงามความดี หรือเสียสละได้ แบบ บริสุทธิ์จากความเป็นตัวตน บริสุทธิ์จากความเป็นของตัวของตน ถูกต้องชัดเจน เพราะไม่รู้จัก รู้แจ้งรู้จริง “ตัวตน” (อัตตา,อาตมัน) ด้วย “ญาณ ๑๖” หรือด้วย “วิชชา ๙” อย่างเป็นทฤษฎีแบบวิทยาศาสตร์ จึงไม่สามารถ ลดละจางคลาย “ตัวต้นเหตุแท้” ลงแบบถูกตัวถูกตนของมัน ชนิดแม่นตรงคมชัดลึกถึงที่สุด เพราะยังเป็นทาส “ตัวตน” (อัตตา,อาตมัน) ซึ่งแฝงลึกอยู่ในก้นบึ้งของจิต จะมากหรือน้อย ก็ตามแต่ผู้นั้นๆ จะมีจริงตามภูมิจริง ของแต่ละท่าน เท่าที่ท่านจะยังมีความเป็น “เทวนิยม” อยู่จริง

ท่านจึงไม่สามารถ “รู้ตัวรู้ตน” ของตน (รู้”อัตตา”นั่นเอง) ได้ กระจะกระจ่างเหมือนทฤษฎีของพุทธ ซึ่งสามารถรู้แจ้งเห็นจริง ในความละเอียดลึกซึ้ง สลับซับซ้อนของ “ตัวตน” ต่างๆ ได้ชัดเจน

สำหรับ “อาริยชน” ก็มุ่งมั่นสร้างคุณงามความดีตามภูมิของตน และตั้งใจเสียสละให้ได้มากขึ้นๆเท่าที่สามารถ โดยนับเอา “คุณค่าจริงถึงขั้นปรมัตถ์ที่ตนได้เสียสละ ตนได้สร้างสรรค์ประโยชน์” ว่าเป็น “ประโยชน์ตน” (อัตตัตถะ) นั้น ๑ [ประโยชน์ตน ก็คือ ตนลดละกิเลสได้ หรือได้สละกิเลสออกไป นี้เป็นปรมัตถ์]

ซึ่งเมื่อตนได้เสียสละแรงงานหรือวัตถุออกไปให้ ย่อมเป็น “ประโยชน์เพื่อผู้อื่นในตัว” (ปรัตถะ) ด้วยนี้ ๒ [ประโยชน์ผู้อื่น แบบโลกีย์ ก็คือ เขาได้รับแรงงานได้วัตถุนั้นไป หรือใจยินดี แบบโลกุตระ ก็คือ แม้เขาจะเป็นผู้รับ เขาก็ยังสามารถลดกิเลสได้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องยากสูงสุด]

ดังนั้น การเสียสละยิ่งสะอาดบริสุทธิ์ จากกิเลสมากเท่าใดๆ ก็ยิ่งเป็นทั้ง “ประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น” (อุภยัตถะ) จริงแท้บริสุทธิ์สูงส่งยิ่งๆ ขึ้นเท่านั้นๆ นี้อีก ๓ [ประโยชน์ตน ก็คือ ตนลดกิเลสได้ ส่วนประโยชน์ผู้อื่น แบบโลกีย์ ก็คือ เขาได้รับแรงงานรับวัตถุนั้นไป หรือใจยินดี แบบโลกุตระ ก็คือ เขาได้ลดกิเลสด้วย] จึงเป็น “ประโยชน์ที่สะอาดแท้กว่ากัลยาณปุถุชน”

เพราะ “อาริยชน” สามารถรู้แจ้งทั้ง “รูปธรรม-นามธรรม” รู้แจ้งทั้ง “จิต..เจตสิก..รูป..นิพพาน” โดยเฉพาะ รู้แจ้งใน “ตัวกิเลสที่ อยู่ในตน” (อัตตา,อาตมัน) อย่างจริงแท้และครบครัน ทั้งหยาบกลางละเอียด และรู้แจ้ง ทั้งความละเอียดของ “ประโยชน์” (อัตถะ) ทั้งแบบ “โลกียะ” และแบบ “โลกุตระ” ดังนั้น จึงรู้แจ้งความเป็น “โลกียสัจจะ” ว่า แตกต่างจาก “โลกุตรสัจจะ” อย่างมีนัยสำคัญที่เป็นสภาวะหรือเป็น “ของจริง” ไม่ใช่แค่ตรรกะ

ขยายความเพิ่มอีกที ก็คือ “อาริยชน” รู้สภาวะของสัจจะที่เป็นปรมัตถ์ คือ รู้กิเลสในจิต-รู้จิตในจิต ชัดเจนแม่นมั่น คมลึกครบครันกว่า ดังนั้น “คุณค่า” ที่เป็นความสะอาดจริง บริสุทธิ์จริง จึงสูงกว่า และสามารถปฏิบัติตนจนมี “ความจริง” ว่า ไม่มีกิเลส (ไม่มีตัวทำลาย) ไม่มีตัวตน (ไม่มีอัตตา) ไม่หอบหวง ไม่ยึดเป็นของตัวของตน (ไม่มีของตัวของตน) จึงเสียสละได้สมบูรณ์บริบูรณ์ยิ่งกว่า

๑. เพราะผู้ยังมี “กิเลสโลภ” ก็ดี ยังยึดเอาเป็น “ของตัว ของตน” ก็ดี และยังเหลือ “ตัวตน” ก็ดี อันเป็น “ความจริง” ที่จะต้อง “สละออกให้เกลี้ยง” ถึงขั้น “จิตในจิต” ทีเดียว ดังนั้น แม้จะจ่ายแรงงานจ่ายวัตถุออกไป “ให้” ผู้อื่น แต่ในใจยัง “ต้องการ” เอาเปรียบ “ต้องการ” ได้เปรียบอยู่ ยังค้ากำไรกับแรงงานกับวัตถุนั้นๆอยู่ ยังคิด “เอาคืน” หรือคิด “แลกค่า” คืนมาให้ตนชนิดที่ “ต้องได้เปรียบ” อยู่ [ตามที่ลัทธิ ‘ทุนนิยม’ ทำกันอยู่เป็นปกติ] จึงเป็น สภาพที่ “ไม่ได้สละออกไป” ให้แก่ใคร แถมยัง “ต้องได้กลับคืนมา มากกว่าที่ตนได้ให้ออกไปเสียอีก” [หมายเอาสภาวะทางจิต]

๒. หรือแบบที่ยังไม่จางคลายความยึดเป็นของตัวของตนยังหอบหวงเป็น “ของตัวของตน” (อัตตนียา) จิตยังยึดเอามาเป็นของตัวของตนอยู่ แม้ “ให้” ก็ให้ชนิดที่ใจ “เป็นเจ้าเข้าเจ้าของ”

๓. ที่สุด ยังไม่ปล่อยวาง “ตัวตน” (อัตตา) แม้.. “จิต” จะชำระกิเลสและอุปกิเลสได้แล้ว จนหมดสิ้นเกลี้ยง เป็น “จิต” บริสุทธิ์สะอาดสัมบูรณ์แล้ว จากอาสวะทีเดียว แต่ “จิตวิญญาณ” นั้น ก็ยังคงมีอยู่ ยังคง “ความเป็นตัวมีตน” อยู่ แต่เจ้าตัวยังปล่อยวาง “ตัวตน” ไม่เป็น หรือยังปล่อยวางไม่ได้สำเร็จจริง เป็นที่สุด เด็ดขาดเท่านั้น

สำหรับ “อมตชน” คือผู้ปล่อยวางได้แล้วสัมบูรณ์เท่านั้น จึงจะชื่ออมตชน ซึ่งเป็นผู้มีฐานะ “อรหันต์” ขึ้นไป

พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ .. “ปล่อยวาง” แม้แต่ “นิพพาน” ก็มิใช่ ของเรา ซึ่งพระองค์ตรัสไว้ชัดในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๒ ข้อ ๔,๕, ๖,๗,๘,๙ มีกล่าวอธิบายไว้ชัดในทุกข้อที่อ้างถึงนั้น และหากดู “จูฬสุญญตสูตร” เพิ่มเติมอีกในเล่ม ๑๔ ตั้งแต่ข้อ ๓๓๓ เป็นต้นไป ก็จะยิ่งเข้าใจได้ชัดยิ่งๆ ขึ้น

ในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๒ “มูลปริยายสูตร” ตั้งแต่ ข้อ ๑ ไปจนถึง ข้อ ๙ นั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า ปุถุชนในโลกนี้ ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอาริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอาริยะ ไม่ได้รับแนะนำ ในธรรมของพระอาริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมรู้อะไรต่ออะไรไปตามภูมิ แล้วก็สำคัญหมาย ในสิ่งเหล่านั้นทั้งหลายว่า เป็นนั่นเป็นนี่ ที่สุดก็สำคัญ (มัญญติ) เอาว่า “เป็นของเรา” หลงยินดีในสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปทั้งหมด ถือว่า เป็นเรา เป็นของเรา ไปทั้งนั้น ต่อให้เข้าถึง “นิพพาน” ได้ ก็สำคัญหมายเอาว่า นิพพาน “เป็นของเรา” อยู่นั่นเอง [ปุถุชน ยังไม่สามารถรู้ “นิพพาน” ตามสัจจะได้แน่] นั่นคือ ภูมิของปุถุชน ก็สามารถรู้แจ้งไปตามฐานะ “ปุถุชน” และหลงติดหลงยึด ไปตามฐานะ ที่เขายังไม่ได้ “ละล้างจางคลาย” ก็ย่อมจะ “ปล่อยวาง” ไม่เป็น

แม้พระเสขบุคคล ได้แก่ “อาริยบุคคล” ทั้ง ๓ ฐานะ พระองค์ก็ทรงสอนให้ อย่าหลงสำคัญ หมายสิ่งทั้งหลายเหล่าใดว่า เป็น “ของเรา” แม้แต่ “นิพพาน” ก็อย่าหลงว่าเป็น “ของเรา” ต้อง ศึกษาฝึกฝนละล้าง และปล่อยวางให้ได้ด้วย “ความหยั่งรู้” หรือที่ คำบาลีว่า “ปริญญา” นั่นเอง [ปริญญา ๓ ได้แก่ ญาตปริญญา, ตีรณปริญญา, ปหานปริญญา]

มีก็แต่..ภูมิอรหันต์ขึ้นไป และที่สุดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่ปฏิบัติด้วย “ปริญญา ๓” ละล้าง กำจัดราคะโทสะโมหะ ได้หมดสิ้นเกลี้ยง ครบครันจนบรรลุ “วิชชา ๙” พ้น “อวิชชา” ทั้งปวงได้แล้ว จึงไม่สำคัญ (นมัญญติ) เอา “นิพพาน” ว่า เป็น “ของเรา” เพราะตัณหาต่างๆ สิ้นไป (ขย) ละล้างคลายไป (วิราค) ดับไป (นิโรธ) สละไป (จาค) และสลัดคืนหรือมีสัจจะย้อนสภาพได้จริง (ปฏินิสสัคค) สัมบูรณ์

ธรรมะบทนี้เป็นเรื่องลึกล้ำ และลำบากยิ่งสุดๆ ที่จะเข้าใจ ซาบซึ้งกันได้ง่ายๆ ขนาดพระพุทธเจ้าตรัสแสดง “มูลปริยาย” บทนี้จบลง ภิกษุทั้งหลายที่รับฟังอยู่นั้น มิได้ชื่นชมยินดีภาษิต ของพระผู้มีพระภาค เป็นไปได้ถึงปานฉะนี้ ก็คิดดูว่าลึกแค่ใด

ดังนั้น กว่าจะ “ปล่อยวาง” อย่างเป็นจริง ไม่เหลือ “ตัวเรา ของเรา” สูงสุดได้นั้น จึงมิใช่เรื่องฉวยเอาแค่ “รู้ภาษา” แล้วก็หลงเข้าใจว่า “ปล่อยวาง” กันด้วย “ภาษา” ที่รู้นั้นแหละ เป็น “คาถา” มาใช้ฝึก “ปล่อยวาง” แล้วก็จะเป็นผู้บรรลุธรรม สู่ภูมิ “หมดสิ้นตัวเราของเรา” ได้ง่ายๆ

 

ปล่อยวางอย่างพุทธ

 

ทางปฏิบัติอันเอก คือ “มรรค มีองค์ ๘” ที่พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่า เป็น “ทางเดียวเท่านั้น ไม่มีทางอื่น” (เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) ที่ต้องศึกษาอย่างสำคัญ สูตรสำคัญที่จะรู้จัก “มรรค องค์ ๘” ได้ดียิ่งก็คือ “มหาจัตตารีสกสูตร” พระไตรปิฎก เล่ม ๑๔ ตั้งแต่ข้อ ๒๕๒ ถึงข้อ ๒๘๑ นอกจากนั้น ก็มีข้อธรรมอื่นๆ อีกมากมาย ที่จะต้องศึกษานำมาใช้ประกอบ

มิใช่ใครก็ได้ แค่ “รู้ภาษา” ขั้นสูงว่า “อะไรๆก็มิใช่ตัวเราของเรา” แล้วก็จะถือว่า ผู้นั้นคือ ผู้มีธรรมะขั้นสูง ก็มีตัวอย่าง คนผู้ “รู้” ธรรมะขั้นสูง พูดได้ราวกับ ผู้สิ้นกิเลสแล้ว แต่ “กาม” ก็ยังมี ติดนั่นติดนี่ แม้แค่ “รสอร่อย” (อัสสาทะ) ทางตา,หู,จมูก,ลิ้น, กาย,ใจ ก็ยังกินยังใช้ แบบติดยึดจนปล่อยวางไม่ได้ จางคลายไม่เป็น ก็ระวังๆ กันบ้าง… ปุถุชนผู้ไม่รู้ ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอาริยะ ไม่ฉลาดในธรรม ของพระอาริยะ ไม่ได้รับแนะนำใน ธรรมของพระอาริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมถูกหลอกได้ เพราะกำหนดหมายอะไร ก็ยังติด ยังยึด ยังหลง เพราะมิใช่จะหลุดพ้นโลกียะ ด้วยคาถาง่ายๆ หรือภาษาสูงๆ เพียงไม่กี่คำ

มีชาวพุทธมากมายที่หลงผิดขั้นตอนของ “การปล่อยวาง” นี้กัน โดยคิดว่า การปล่อยวาง “ตัวตน” นั้น คือ ใครก็ได้ ที่พอเข้าใจความหมายคำว่า “ปล่อยวาง” ได้ซาบซึ้งดีแล้ว ก็จะเป็นผู้ปล่อยวางกันได้ทันที แล้วนับว่า เป็นการปฏิบัติ ขั้นสุดยอดแห่งพุทธธรรม ได้เลยทีเดียว ทั้งๆ ที่ใน “จิต” ของตนขณะนั้น ก็ยังเต็มไปด้วย กิเลสหยาบด้วยซ้ำ ยังไม่ได้ปฏิบัติ ลดละกิเลส ตามขั้นตอนเบื้องต้น… ท่ามกลาง… บั้นปลาย จนสามารถลดละกิเลสให้จางคลายกระทั่งสะอาดไปตามลำดับๆเสียก่อน พอรู้ภาษาบัญญัติ เรื่องการปล่อยวาง เข้าใจดี ก็จะทำการ “ปล่อยวาง” โดยปฏิบัติแค่ทำ ลืมๆ ทิ้งๆ ปล่อยๆ วางๆ ไป แบบง่ายๆ แล้วตนก็ “ลืม” หรือ “ทิ้ง” เรื่องนั้น ทุกข์นั้นๆลงได้ ก็จะรู้สึกโล่งใจสบายใจ แค่นั้นก็เข้าใจว่า นี่แหละคือ การปล่อยวาง ที่ทำให้ “จิตว่างจากกิเลส” หมดเกลี้ยง เป็น “จิตว่าง” ได้แล้ว นี่คือ ความหลงผิดขั้นตอน ที่มีกันแพร่หลาย

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีประโยชน์ หรือผิดไปเสีย ทีเดียว การปฏิบัติหัด “ปล่อยวาง” อย่างนี้ ก็เป็น “สมถะ” ที่ใช้คาถา คำว่า “ไม่ยึดมั่นถือมั่น” นั่นแหละ เหมือนกับบางสำนักที่ใช้ คาถาคำว่า “ยุบหนอพองหนอ” นั่นเอง หรือคาถาอื่นๆ ก็มีอีกเยอะ แยะ มันก็เกิดวางว่างโปร่งโล่งใจลงไปได้จริง ก็ทำให้ผ่อนคลายความทุกข์ สั่งสมผล “สมถะ” ได้ด้วย ไม่เสียหาย อาจจะได้ผล ทาง “วิปัสสนา” บ้างนิดๆ หน่อยๆ ถ้าคนผู้นั้นเข้าใจเรื่องนี้อย่าง “สัมมาทิฏฐิ” จริง แต่ถ้าเข้าใจผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ดังที่ได้อธิบายถึงผ่านมานั้น ก็จะทำให้ “หลงผิด” ไปว่า “ผลสมถะ” ที่ได้นี้ คือ “ผลวิปัสสนา” มันก็จะพาลพาให้ผิดกันต่อๆ ไป หนักเข้าก็จะกลายเป็น “ศาสนาที่หลงมุ่งเอาสมถะเป็นผล” โดยนึกว่านั่นคือ “วิปัสสนา” ดังที่ชาวพุทธทุกวันนี้ทั้งหลายได้พากันหลงผิด กันไปแล้วมากกว่ามาก จนกระทั่งปฏิบัติ “ไตรสิกขา” หรือปฏิบัติให้ได้ “สัมมาสมาธิ” ด้วย “มรรค ๗ องค์” ไม่เป็น จึงพากัน ปฏิบัติแต่ “มิจฉาสมาธิ” ซึ่งเป็น “สมาธิ” ของฤาษีชีไพร ที่รู้กันแพร่หลายมา เก่าแก่ ก่อนพระพุทธเจ้า อุบัติในโลกด้วยซ้ำ เมื่อ “สมาธิ” เป็น “มิจฉา” ผลก็ต้องได้ “มิจฉาญาณ – มิจฉาวิมุติ” ตามที่ตนปฏิบัติ “สมาธิ” มาผิดแน่ๆ ซึ่งมีเกลื่อนกล่น ตลาดศาสนาพุทธ ในปัจจุบันนี้ ดังที่เห็นๆ กันอยู่เต็มสังคม “จิต” สะอาดแท้ จึงไม่มีจริงให้สังคม

ใครทำ “การปล่อยวาง” แบบใช้คาถาคำว่า “ไม่ยึดมั่นถือมั่น” เป็นยากลางบ้าน หรือหลงว่า เป็นยา ขนานเดียว ที่จะพาบรรลุได้ ทะลุไปหมดทั้งเบื้องต้น..ท่ามกลาง..บั้นปลาย ก็ยัง “มิจฉาทิฏฐิ” หรือยังเข้าใจผิดอย่างถนัด เพราะนั่นมันเพียง เป็นการปฏิบัติ ที่จัดอยู่ในภาค “เบื้องต้น” เท่านั้น มิใช่การปฏิบัติของภาค “เบื้องปลายท้ายสุด” ที่จะปล่อยวาง “ตัวตน” อันบริสุทธิ์สะอาด ปราศจาก อาสวะแล้ว ดังที่เราได้ อธิบายจนมาถึง “มิติที่ ๑๐” นี้

การปฏิบัติที่ “สัมมาทิฏฐิ” นั้นจะต้องปฏิบัติตามทฤษฎี “มรรค มีองค์ ๘” หรือ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” จะต้องมีการพิจารณา “กาย-เวทนา-จิต-ธรรม” และจะต้องมี “การปล่อยวาง “กันไปตามลำดับๆ จนกระทั่งรู้จริงเห็นแจ้ง “จิต..เจตสิก..รูป..นิพพาน” ด้วย “วิชชา ๙” หรือด้วย “วิปัสสนาญาณ” แท้ๆ มิใช่จะรู้เห็นกันอยู่แค่ลวกๆ ว่า ปล่อยได้แล้ว วางได้แล้ว จิตโปร่งโล่งใส ว่างแล้วๆ แล้วก็หลงเข้าใจไปว่า นี่คือ “การปล่อยวาง” นัยเดียวกัน แบบเดียวกัน ตัวเดียวกันกับ “การปล่อยวาง” ขั้นสูงปลายสุด ของการปล่อยวาง “ตัวตน” ในขั้น “ความรัก มิติที่ ๙ ที่ ๑๐”

นั่น…เป็นการหลงผิดถนัด เพราะ..นั่นเป็นเพียงขั้น “สมถะ” วิธีที่จัดอยู่ในภาค “เบื้องต้น” หรือ “ปฐมภาค” แค่นั้นเอง

สำหรับ “การปล่อยวาง” ในขั้นที่เรากำลังกล่าวมาถึง “มิติ ที่ ๙ ที่ ๑๐” นี้ เป็นการปล่อยวางขั้นสูงสุดของ “อนาคามีภูมิ” สู่ความเป็น “อรหันตภูมิ” กันเชียวนะ “จิต” ของท่านที่กำลังกล่าวถึงนี้ สะอาดจากกิเลส อุปกิเลส จนสิ้นอาสวะบริบูรณ์แล้ว “จิตสะอาด” หรือ “ตัวตน” ที่ว่านี้บริสุทธิ์แล้ว แต่ยัง “ทำใจในใจ” (มนสิการ) ยังไม่สำเร็จขั้นสุด หรือทำ “ความไม่ยึดมั่นถือมั่น” ว่า “ตัวตน” นั้นไม่ใช่เรา ให้แก่ “ใจ” ตนเอง ยังไม่สำเร็จ เป็นขั้นสุดท้ายเท่านั้นเอง

“ความจริงของจิตวิญญาณขั้นสูง” (ปรมัตถสัจจะ) ดังนี้แล ที่ชี้ชัดว่า ยัง “โลภ” เป็นตน (อัตตา) เป็นของตน (อัตตนียา) อยู่แท้ จึงนับเป็น “คุณค่า” ขั้น “ปรมัตถ์” ที่มีค่าตามระดับต่ำ-กลาง-สูง…

ชนิดที่ ๑ มีค่า “เป็นหนี้บาป”
ชนิดที่ ๒ “ไร้ค่า”
และ
ชนิดที่ ๓ “หาค่าบมิได้”

ชนิดที่ ๑. “ค่า” ที่ยังไม่มี “คุณ” จึงติดลบ ตกเป็นไร้คุณค่า แถมเป็นหนี้เวรหนี้กรรมที่ชื่อว่า “วิบากบาป” เอาด้วย เพราะตน “ไม่ได้ให้” แม้รูปนอกจะ “ให้” จะเกื้อกูลเผื่อแผ่ แต่ในใจยังมีการโลภจัดเอาเปรียบ “กิเลส” ยังแรงจัดใน “มโนกรรม” ยังโลภเอาเกินกว่า “ค่า” ที่ตนได้ให้ออกไป ยังต้องการคืนมาให้แก่ตนอยู่แท้ มีวิธีคิดวิธีทำที่ “ตนเองได้เปรียบเกินค่า” หรือเกิน “ทุน” ที่ตนลงไป ตามปรมัตถสัจจะถือว่าทุจริตด้วยซ้ำ ก็เท่ากับตนผลาญพร่า “ค่าแห่งคุณงามความดี” ที่ชื่อว่า เป็น “ประโยชน์แก่คนอื่น หรือ เสียสละ” นั้นไป ตนทำลาย “คุณค่า” เองลงไปในตนเอง เพราะจริงๆ นั้น “ตนไม่ได้เสียสละ ตนบำเรอกิเลสของตนต่างหาก”

ซึ่ง “กิเลส” แบบนี้แหละ ที่มันเป็นตัวทำลายในคนให้ตกต่ำ และทำร้ายสังคมอยู่อย่างสาหัส เพราะยังยึด “เอาเปรียบมาให้ตน” ไม่เคยหยุดยั้ง ยังเอา “มูลค่า” กลับคืนมาให้ตนจนเกิน “คุณค่า” ของตนไปมากๆล้นๆ ดังนั้น ตามสัจธรรม..จึงเป็นกรรมไม่สุจริต เมื่อเอาเกินมาเช่นนั้น ส่วนที่ได้มา “เกินทุน” หรือส่วนที่เรียกว่า “กำไร” จึงเท่ากับ “เป็นหนี้” วิธีคิดแบบ “ทุนนิยม” นัยนี้ ส่วนที่เป็น “กำไร” ทั้งหลายทั้งปวง จึง “เป็นหนี้บาป” โดยแท้

ชนิดที่ ๒ “คุณค่า” ที่ถูกลบ เพราะกอบโกยมาไว้เป็น “ของตัวของตน” กล่าวคือ เมื่อยึดเป็นของตัวของตน มันก็ยังไม่สละออกหมดจริงแท้ แม้จะไม่เอาเปรียบใคร ส่วนที่เป็นของตนสุจริตแท้ก็ตาม เพราะยังยึดเป็น “ของตัวของตน” (อัตตนียา) แล้วตนก็เสพก็เสวยเป็นรสสุขจากความเป็น “ของของตน” ไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือ จึงกลายเป็น “ไร้คุณค่า” เป็น “ไม่มีค่า” แก่ใครๆ แม้จะไม่เอาเปรียบใครๆแล้ว สุจริตดีแล้ว แต่ “ไม่ได้ให้แก่ใคร” เพราะยึดเอาเป็น “ของตัวของตน” อยู่เต็มๆ ค่า จึง “ไร้ค่า” โดยแท้

ชนิดที่ ๓ แม้จะสละส่วนที่หอบหวงเป็น “ของตัวของตน” ออกไปหมดแล้ว หากยังสำคัญ “ตัวตน” ว่า “เป็นเรา” ยังปล่อยวาง “ตัวตน” (อัตตา) ที่สะอาดแล้วนี้ ด้วยญาณอย่างละเอียดลึกซึ้ง ไม่ได้ ก็จะยังมี ส่วนหลงเป็น “ตัวตน” (อัตตา) “คุณค่า” จึงถูกเก็บกักไว้เป็น “ตัวตน” อยู่ส่วนหนึ่ง ก็ยังถือว่า สละออกหมด แต่ยังไม่เป็นอันติมะ เพราะยังมี “ตัวตน” ที่ยังแฝงเสพ แฝงเสวยรสในตน หรือยังเหลือ “ตน” อยู่เท่านั้นเอง ถ้าปล่อยวาง “ตัวตน” ขั้นนี้ได้ ก็ถือว่า “วิมุติ” สมบูรณ์

“คุณค่า” การสละจึงยังไม่ออกไปอย่าง “หมดตัวหมดตน” ชนิดสะอาดหมดจดจริง แม้เป็น “นิพพาน” แล้ว ก็ต้องทำใจ “วางนิพพาน” อีก ให้เป็นที่สุด จึงจะเป็นผู้ “หาค่าบมิได้” เพราะมีค่ามาก จนประมาณมิได้

ความรู้ของ “อาริยชน” ที่ล้ำลึกตามที่กล่าวนี้ เป็น “คุณค่า” แห่งคุณงามความดีที่สะอาดบริสุทธิ์ มี “คุณค่า” ซ้อนอยู่ในสัจจะ ของความลึกซึ้งนั้น ซึ่งส่วนที่ลึกถึงขั้นนามธรรมละเอียดมากๆ ก็ไม่สามารถ จะหยิบมาแสดงเป็นรูปธรรมได้ แม้แต่จะกล่าวถึง ก็แสนยาก อาจสามารถพูดถึงได้ จนละเอียดปานนี้ ก็ดีนักหนาแล้ว

และสำหรับ “อาริยชน” ที่มุ่งมั่นสร้างคุณงามความดีตามภูมิของตน และตั้งใจเสียสละให้ได้มากขึ้นๆ เท่าที่สามารถนั้น ก็จะนับเอา “การได้ปรับกรรมกิริยากายวาจาใจของตน ให้เก่งขึ้นสุภาพขึ้นดีขึ้น ตามที่ตนมีภูมิปัญญา ในส่วนที่เป็นโลกียกุศล” ว่า เป็น “ประโยชน์ตน” นี้อีก ๑ ตามนัยที่ “กัลยาณปุถุชน” เข้าใจและกระทำกันอยู่ อาริยชนก็ทำด้วยเช่นเดียวกัน จึงมี “โลกีย-กุศล” ด้วย ทว่าตามนัยะแห่ง “ปรมัตถ์” หรือคุณลักษณะของ “โลกุตระ” เท่านั้นที่อาริยชนมีพิเศษไปกว่าที่ “กัลยาณปุถุชน” มี “อาริยชน” สามารถอุตสาหะวิริยะ สร้างคุณงามความดีที่เป็น “โลกียกุศล” ได้เหมือนกันกับ “กัลยาณปุถุชน” ทว่าอาริยชน บางท่านอาจจะไม่เก่งกาจ สามารถสร้างคุณงามความดี ทางโลกียะ ได้มากมายหลากหลาย เท่า “กัลยาณปุถุชน” บางท่าน ก็เป็นได้ และเป็นจริงอยู่เยอะแยะ แต่ที่ “อาริยชน” นับว่าเป็น “อาริยชน” นั้น ก็เพราะมี “ญาณ ๗” ที่เป็นอาริยะ (อริยัง) เป็นโลกุตระ (โลกุตตรัง) ซึ่งเรื่องของอาริยะ หรือโลกุตระนี้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญทั่วไป ในระดับปุถุชน (อสาธารณัง ปุถุชฺชเนหิ) จึงไม่รู้ (อวิชชา) และเดาเอาไม่ได้ นี้นับเป็นข้อแตกต่างพิเศษสำคัญที่พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันไว้

อาริยชน..เป็นผู้ มีญาณหยั่งรู้ ว่าสภาวะความเป็น “ตัวตน” ที่เรียกว่า “อัตตา” นั้น คือ “สภาวะอะไร” เริ่มตั้งแต่รู้จัก “อัตตา” ระดับสักกายะ ซึ่งหมายถึงตัวตนเบื้องต้น ได้แก่ “ความยึดเอาสิ่งที่ตนหลงติด หลงยึดอยู่ขณะนี้” (สักกายะ) หรือ “ความประชุมของอุปาทาน ที่ตนหลงอยู่ ชนิดที่ควรละได้ก่อนอื่น” (สักกายะ) หรือ “ความเห็นว่าเป็นตัวตนในเบื้องต้น ที่ขณะนี้ควรรู้และควรละก่อนอื่น” (สักกายะ) แล้วสามารถลด “สักกายะ” นั้นๆ ลงได้ [นับว่า “พ้นสักกายทิฏฐิ”..พ้นสังโยชน์ข้อที่ ๑]

และรู้แจ้งเห็นจริงเพราะสิ้นสงสัยในความเป็น “พระพุทธ” ว่า คืออย่างไรแท้ๆ และ “พระธรรม” คือไฉนจริงๆ หรือ “พระสงฆ์” ที่พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่า เป็น “สาวกสังโฆ” ของพระองค์ อันได้แก่ “คู่แห่งบุรุษ ๔ -อาริยบุคคล ๘” มีสภาพเช่นไร [นับว่า “พ้นวิจิกิจฉา”..พ้นสังโยชน์ที่ ๒)

และสามารถปฏิบัติศีล ประพฤติพรตนั้นๆ จนถึงขั้นบรรลุมรรคผลได้จริง เพราะปฏิบัติอย่างพากเพียรเอาจริงเอาจัง มิใช่ แค่ลูบๆ คลำๆ หรือแค่จับๆ จดๆ [นับว่า “พ้นสีลัพพตปรามาส” อันเป็นการ “พ้นสังโยชน์” ข้อที่ ๓]

ดังนั้น เมื่อ “อาริยชน” ปฏิบัติจนสามารถบรรลุสูงขึ้นๆ พ้นสังโยชน์ต่างๆ อีก ซึ่ง “สังโยชน์” นั้นมีถึง ๑๐ ข้อ ที่จะใช้ตรวจ “สภาวะกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน” ได้หมดจด หากอาริยชนผู้ใดปฏิบัติจนพ้นสังโยชน์ถึงขั้นสุด คือ “พ้นสังโยชน์ทั้ง ๑๐”สมบูรณ์ เรียกว่า สำเร็จเป็น “อรหันต์” อันคือ “อมตชน” ก็เป็นอันถือว่า จบครบ “ประโยชน์ตน” สมบูรณ์ ซึ่งเท่ากับ สิ้นสุดกิจตนแล้ว ดังที่ได้อธิบายมาแล้วใน “ความรัก มิติที่ ๘-๙ ”

ต่อจากนั้นจึงเป็น “ความรัก มิติที่ ๑๐” อันเป็น “ความรักที่ไม่มีความรักเพื่อตัวเพื่อตน” หรือที่เรียกสั้นๆ ชวนงงว่า ความรักที่ “ไม่มีความรัก” นั่นเอง หรือคือผู้ทำงานให้แก่โลกแก่สังคมอยู่ ด้วย “โลกุตรปัญญา” ซึ่งเป็น “ความรู้ขั้นพิเศษ” ของ “อมตชน”

และเพราะผู้เป็น “อมตชน” ทำงานเสียสละ ด้วย “ความไม่มีตัวตน” แล้วจริง จึงมี “คุณค่า” สมบูรณ์ในตัว เพราะเป็น “ความรักอันเป็นความปรารถนาให้” แต่ถ่ายเดียว ไม่เหลือมีแม้ส่วน “แอบเสพแฝงเสพ” ใดๆ อย่างซื่อสัตย์บริสุทธิ์ นี่คือ “วิภวตัณหาระดับอมตชน” ซึ่งจะเกิดผล เป็นความชำนาญ เป็นทักษะ สมรรถนะ เพราะทำงานช่วยมนุษยชาติ “รื้อขนสัตว์” ไปตามความเป็นจริง ประพฤติจริง ของภูมิระดับ พระโพธิสัตว์

ความรัก มิติที่ ๑๐ นี้ จึงเป็นความรักของพระโพธิสัตว์ ระดับ “อรหันต์” ขึ้นไป หรือความรักของ พระปัจเจก สัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นไป ถึงความรัก ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โน่นทีเดียว

ที่จริงแล้ว ความเป็น “พระโพธิสัตว์” นั้น นับตั้งแต่ “โพธิสัตว์” ระดับที่มีภูมิตรัสรู้สัจธรรม ของพระพุทธเจ้าขั้น “โสดาบัน” ขึ้นไป ก็ ได้แล้ว ซึ่งเป็นผู้มีความตรัสรู้จริง ระดับหนึ่ง เป็นอาริยชน หาก ตั้งจิต “โพธิสัตว์” และบำเพ็ญธรรม ความเป็นโพธิสัตว์ ก็ย่อมทำได้ ตามฐานะ แต่ยังไม่นับว่า เป็นผู้มี “ความรัก มิติที่ ๑๐” ได้สมบูรณ์ เพียงมี “ความรักมิติที่ ๘-๙” ตามที่มีภูมิจริงของตนๆเท่านั้น

ส่วนผู้แค่ตั้งจิตปรารถนา เป็นโพธิสัตว์ หรือปรารถนา “พุทธภูมิ” หรือผู้ตั้งจิตปรารถนาบำเพ็ญ เพื่อความตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าในเบื้องหน้า แต่ยังไม่มีภูมิตรัสรู้ แม้แค่ระดับอาริยภูมิใดๆ สักขั้นเลย ก็เป็นเพียงสัตว์ผู้ยังไม่มี “โพธิ” หรือยังไม่มี “ภูมิตรัสรู้” ใดๆ เป็นแค่ผู้อยากได้ “โพธิ” (ความตรัสรู้) แต่ยังไม่มี “โพธิ” [อยากได้ “ความตรัสรู้” แต่ยังไม่มี “ความตรัสรู้” ยังไม่มี “โพธิ” สักขั้น] หรือผู้ยังไม่หยั่งลง สู่ภูมิโพธิสัตว์ สักขั้นเดียว เรียก “พระโพธิสัตว์” ยังไม่ได้ เรียกได้แค่ว่า ผู้ตั้งจิตปรารถนาจะเป็น “พระโพธิสัตว์” หรือผู้แค่ปรารถนา และกำลังประพฤติ ให้ได้ตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า ในอนาคต แต่ยังไม่บรรลุตรัสรู้ อาริยธรรมสักขั้น เป็น “โพธิสัตว์ สมมุติ” หรือ “โพธิสัตว์” แต่เพียงชื่อ เหมือน “สงฆ์สมมุติ” ที่ยังไม่ใช่ “อาริยสงฆ์” นั่นเอง นัยเดียวกัน

ผู้มี “ความรัก” ขั้นมิติที่ ๑๐ นี้ จึงเป็นความรักที่เรียกว่า “พุทธภูมินิยม” หรือ “โพธิสัตวภูมินิยม” เป็นความรัก ของผู้อยู่ในฐานะ “อมตชน” ขึ้นไป

 

ความมหัศจรรย์ของอมตชน

 

และภูมิอมตชนขึ้นไปเท่านั้น
ที่จะอยู่ใน “กามโลก-กามภพ” ก็ได้
จะอยู่ใน “ภวโลก-ภวภพ” ก็ได้
จะอยู่ใน “วิภวโลก-วิภวภพ” ก็ได้

เพราะท่านรู้แจ้งสภาพของ “โลกหรือภพ ทั้ง ๓ นั้น” ครบสมบูรณ์แล้ว และท่านก็สามารถอยู่อย่าง “ไม่มีตัวตนที่จะติดยึดอยู่กับโลกทั้ง ๓ นั้นได้เด็ดขาดแล้วจริง” ถ้าท่านจะอนุโลมลงไปช่วยคนในโลกหรือในภพต่างๆ ดังกล่าวนั้น ท่านก็สามารถทำได้ จะเก่งกาจ สามารถช่วยรื้อขนสัตวโลก ผู้ยังไม่พ้นทุกข์ ได้เท่าใด แค่ไหน ก็ “เท่าฐานะแห่งภูมิหรือแห่งบารมี” ของแต่ละท่าน เนื่องจากท่านมีภูมิ “เหนือโลกเหนือภพ” (โลกุตรภูมิ) นั้นๆ แล้วจริง

เหนือโลกเหนือภพ หมายความว่า ท่านอยู่ในโลก หรือในภพนั้น ท่านอยู่อย่างไม่เป็นทาสใดๆ ในภพนั้น อยู่อย่าง “นาย” อยู่อย่างไม่เสพ อยู่อย่างไม่ติดหรือไม่ “ยึดมั่นถือมั่น” (อภินิเวส= หลงยึดเป็น “ที่อยู่ถาวร” ) อยู่อย่างไม่อยากมาให้ตน ไม่อยากได้ อะไรๆ ของโลกนั้นมาให้ตน

ผู้อยู่เหนือโลกเหนือภพจริง จึงมีแต่ “ความต้องการให้” ไม่มี “ความต้องการเอา” (มาเป็นตัวตน มาเป็นของตน) “เท่าฐานะแห่งภูมิหรือแห่งบารมี” ของแต่ละท่าน หมายความว่า พระโพธิสัตว์แต่ละท่านจะมี “อภิญญา” หรือมี “ปฏิสัมภิทาญาณ” ต่างๆ มากหรือน้อยตามฐานะ แห่งบารมีของแต่ละท่าน เท่าที่ได้ฝึกฝน อบรมบำเพ็ญมาได้ แต่ละท่าน จึงถนัดก็ไม่เหมือนกัน สามารถมากน้อย ก็ไม่เท่ากัน

ดังนั้น แต่ละท่านเมื่อบำเพ็ญ “โพธิสัตว์” แม้ท่านจะไม่อยากได้ ไม่ต้องการ แต่ท่านก็รู้แจ้ง ในสัจธรรมดีที่สุดแล้วว่า “กรรม” ใดที่ทำ มันย่อมเกิดย่อมเป็นของตนอยู่เอง เมื่อท่าน “กระทำ” (กรรม) มันก็เกิดความรู้ความชำนาญ เชี่ยวชาญในภูมิโพธิสัตว์ หรือเพิ่มสัมมาสัมโพธิญาณ สูงขึ้นไปตามจริง หรือตามที่มี “กรรม” หรือมี “การกระทำ” จริงนั้นๆ ไม่พ้นไปได้ ท่านจึงเพียงแต่พากเพียร เรียนรู้ อุตสาหะ อดทน ต่อสู้กับ “เหล่ากิเลสที่ครอบงำผู้คนทั้งหลาย” ว่า จะช่วยมนุษย์ในโลกได้อย่างไรจึงจะดีที่สุด? และทำอะไรเพียงเพื่อให้เกิดคุณค่าสูงที่สุดเท่าที่จะพยายามให้ได้เท่านั้น

ความอุตสาหะของท่านคำนึงเพียง “ประโยชน์ของประโยชน์” ที่สำคัญและจำเป็นนั้นๆให้เกิดขึ้นในโลก ด้วย “ความรู้” โดยไม่ต้องมี “ความรัก” เป็นความบริสุทธิ์ใจแห่ง “ธรรมาธิปไตย” เต็มรูป แต่ด้วยความจริงแห่งพฤติกรรม และดวงจิตที่เต็มไปด้วยความเสียสละ เพื่อช่วยมวลมนุษยชาติ อย่างอุตสาหะ เหน็ดเหนื่อย นั้น ท่านคือ “ผู้รักมวลมนุษยชาติทั้งมวล” โดยแท้

เพราะฉะนั้น ท่านจึงบำเพ็ญ “กุศลกรรม” ยังกุศลกรรมให้ถึงพร้อมท่าเดียว เนื่องจาก “ท่านไม่ทำบาปทั้งปวงแล้ว” จริง และ “จิตท่านก็ผ่องใสบริสุทธิ์แล้ว” โดยไม่ต้องอยากได้นั่นได้นี่

นั่นคือ ไม่ต้องมี “ความรักมาเพื่อตัวเอง” ใดๆ อย่างมีภูมิถึงที่สุดแห่ง “ความรัก” สมบูรณ์สุดแล้ว

ผู้ที่ปรารถนา…ความเป็น “อมตชน” จึงต้องพัฒนา “ความรัก” ของตนให้พ้นมิติต่ำๆ ไปสู่มิติที่สูงขึ้นจนถึง..มิติที่ ๑๐ คือ “พุทธภูมินิยม” หรือ “โพธิสัตวภูมินิยม”

หากผู้ใดสามารถเข้าใจ “ความรัก ๑๐ มิติ” ตามที่สาธยายมานี้ดีเพียงพอ ก็จะสามารถนำไปปฏิบัติดำเนินชีวิตให้เจริญและเป็นสุขแท้ได้จริง

 

คำถาม ท้ายเล่ม

 

ถาม : คำว่า “โพธิสัตว์” ในที่นี้ พ่อท่านหมายถึงว่า ท่านผู้นั้นจะกลับมา เพื่อช่วยโลก แทนที่จะเลือก เพื่อที่จะ “ดับสูญ” ใช่หรือไม่?

ตอบ : ใช่.. เพราะท่าน “อยู่เหนือโลก” เหนือธรรมชาติของการเวียนเกิด-เวียนตายแล้ว ไม่มีอำนาจไหน เหนือตัวท่านแล้ว ในเรื่อง “ท่านจะเวียน อยู่ในวัฏฏสงสาร” ท่านกำหนดได้เอง ท่านจะเวียนมา “เกิดอีก” หรือตัดสินใจจะ “ดับสูญ” ไม่เวียนมาเกิดอีกเลยก็ได้ ตัวเองมีอำนาจเหนือ “การเวียนเกิด-เวียนตายของตน สมบูรณ์” จะอยู่หรือจะสูญก็ได้ สำหรับผู้มีภูมิ “โลกุตระ” ในระดับ” อรหันต์” อย่างสัมบูรณ์แล้ว

ที่จริงไม่ต้องถึงมิติที่ ๑๐ แค่มิติที่ ๙ ก็สามารถ “จะเวียน อยู่ในวัฏฏสงสาร” หรือไม่เวียน แต่จะ “ดับสูญ” ไปเลย ก็มีสิทธิ์ทำได้แล้ว เพราะเมื่อผู้นั้น บรรลุถึงขั้นสุด ความเป็นอรหันต์ ในมิติที่ ๙ ก็สามารถ “ปรินิพพาน” ได้ แต่ถ้าท่านยังไม่ “ปรินิพพาน” จะเวียนเกิดอีก บำเพ็ญต่อ สู่ “พุทธภูมิ” เพื่อบรรลุสูงสุดเป็น พระพุทธเจ้า จึงชื่อว่า “โพธิสัตวภูมินิยม”

การ “ปรินิพพาน” คือ การดับรอบสิ้นหมดทุกภพทุกภูมิ ไม่ต่อภพต่อภูมิอะไรอีก สิ้นความหมุนเวียนสนิท เป็นอันจบสุดนิรันดร์ “หมดสิ้นตัวตน” ใดๆ สำหรับสภาพที่ชื่อว่า “ตัวตน” ว่า “อัตตา” ว่า “อาตมัน “หรือ “ปรมาตมัน” ก็ตาม เป็นอัน ไม่มีเหลืออยู่ ไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอก มหาจักรวาล จะอยู่ใน หรือ นอกมหาเอกภพ หรืออยู่ ณ ที่ไหนแดนใดอีกอย่างสุดๆ สัมบูรณ์ (absolute)

ดังนั้น มิติที่ ๑๐ จึงหมายถึง ผู้สมัครใจจะต่อ “พุทธภูมิ” จริงๆ ท่านยังตั้งจิตมี “ภพ” ต่อไปอีก ยังไม่ยอมจบ ซึ่งก็เป็น “วิภวภพ” ที่พิเศษเหนือชั้นกว่า ที่จะกล่าวปนกันกับ “วิภวภพ” ในระดับของความรักมิติ ที่ต่ำกว่านี้ลงไปกันแล้ว โดยเฉพาะ ต่ำกว่า ตั้งแต่..มิติที่ ๘ ลงไป

เพราะภูมิจิต ของผู้อยู่ในมิติที่ ๘ ยังไม่บริสุทธิ์สูงสุด ถึงขั้นอรหันต์ ดังนั้น แม้ท่านจะสามารถมี “วิภวภพ” หรือมี “วิภวตัณหา” ซึ่งเป็น “ตัณหาอุดมการณ์” ก็ตาม ก็ยังมีความกระทบ กับ “ตน” ที่ยังเหลือประโยชน์ “ตน” อยู่ เพราะจิต “ตน” ยังไม่บรรลุ ถึงขั้นบริสุทธิ์ สะอาดสิ้นเกลี้ยงถาวร ขนาดที่ผู้นั้น “ตนทำเพื่อตน” ก็ ไม่ต้องมีอีกแล้ว เพราะหมดสิ้นกิเลส ที่ตนเคยมี ที่ “มันเสพ เพื่อตน” (เป็นสุขเป็นรสอัสสาทะ) นั้น สิ้นสนิทแล้วจริงถาวร แม้เป็น “อุปกิเลส” ก็ไม่มีเหลือ ดังนั้น ผู้นี้จึงยังไม่เป็น “วิภวตัณหา” ที่พ้น จากการสิ้นประโยชน์ “ตน” อย่างสมบูรณ์ เหมือนภูมิจิตของผู้ ถึงขั้นจบกิจใน มิติที่ ๙ ที่ถึงขั้นเป็น อรหันต์สมบูรณ์แล้วขึ้นไป

ด้วยเหตุเช่นนี้เอง “ภูมิจิต” ของผู้อยู่ในมิติที่ ๑๐ หรือผู้จบกิจเป็น อรหันต์สมบูรณ์แล้ว ในมิติที่ ๙ จึงไม่เหมือนกับผู้ยังอยู่แค่ภูมิ มิติที่ ๘ ที่ยังไม่ถึงขั้นเป็น “อรหันตบุคคล” สมบูรณ์หรือถึงขั้นเป็น “อมตชน” ดังกล่าวข้างต้น เพราะยังมีส่วนของเศษ ธุลีละอองของ “อวิมุตติจิต” ที่ยังไม่เต็มร้อย แม้จะนับว่าเข้าเขตสอบผ่านเข้าสู่ภูมิอาริยะแล้ว ก็ยังไม่สะอาดเท่า ผู้สมบูรณ์เต็มร้อย ด้วยประการฉะนี้ ดังนั้น หากจะมี “วิภวภพ” หรือเรียกว่ามี “วิภวตัณหา” ซึ่งร่วมภาษา คำเดียวกันก็ตาม แต่ก็ยังมีความเป็น “วิภวตัณหา” ที่มีค่าแห่งความบริสุทธิ์ หรือมีค่าแห่งคุณภาพ-ค่าแห่งประโยชน์ เพื่อผู้อื่นเต็มร้อยที่ต่างกัน

แต่บางคน ก็อาจจะสงสัยอีกแหละว่า ก็ในเมื่อ “ผู้ยังต้องการจะบำเพ็ญ ให้ตนได้สัมมาสัมโพธิญาณ” แล้วจะกล่าวว่า “ไม่เพื่อตัวเพื่อตน” อย่างไรกัน?

เรื่องนี้ ต้องเพ่งความแม่นคม ในจิตให้ละเอียด สุขุมกันดีๆ คำว่า “เพื่อตัวเพื่อตน” นั้น มันหมายถึงการ “มีสภาพ ‘ ตัวเอง’ รับรสเสพ” จึงเป็นการเสพสุข เป็น “รสเมื่อได้สมใจแล้ว ก็มีอารมณ์เกิดสุข-มีความเกิด ‘อัสสาทะ’ หรือเกิดอะไร ขึ้นที่ใจ” (ในจิตมีอารมณ์ฟูขึ้นเป็นต้น)

แต่ผู้ที่พ้น “ความเกิดแล้วเพราะได้อะไรสมใจก็ตาม ก็ไม่เกิดกระเพื่อมใจ ไม่เป็นรสอัสสาทะ” ภายในจิตไม่มี “ความเกิดฟูใจใดๆเลย” มีแต่รู้ความเป็นความมี ที่ปรากฏเป็นกรรม เป็นกิริยา เป็นภาวะนั้นๆ ตามที่เกิดที่เป็นจริง มีจริงนั้น เช่น ท่านเกิด “ภูมิสัมมาสัมโพธิญาณ ชนิดใดชนิดหนึ่งขึ้น ที่ท่าน” ท่านก็เจริญขึ้น ท่านก็เป็นก็มี ในตัวท่าน เพิ่มขึ้นมาจริง แต่ภายในจิตของท่าน “ไม่มีอาการกระเพื่อมใจเกิด-ไม่มีรสสุข เกิด-ไม่มีความฟูในใจใดๆ ขึ้นมาแล้วตนก็เสพ” ดังนี้ มีแต่ “ภูมิธรรม” เจริญขึ้นๆ ที่ตัวท่าน เพราะท่านประพฤติ ท่านพากเพียรทำ ท่านประกอบ “กรรมที่เป็นกุศล เพื่อประโยชน์ผู้อื่น” อยู่อย่างตั้งใจบากบั่น ผลเจริญมันก็ย่อมเกิด ย่อมสั่งสมลงไป ที่ตัวท่านตามธรรมดา แห่งความจริง ก็เท่านั้น

และที่สำคัญคือ ความเจริญแห่ง “สัมมาสัมโพธิญาณ” หรือ ความเจริญแห่ง “พุทธภูมิ” ของท่านนั้น แม้เจริญขึ้น ก็ไม่ใช่เพื่อท่านจะเป็น “ผู้ได้เพื่อตัวเอง” แต่ที่เกิด ที่เป็นขึ้นในตัวท่าน นั้น มัน “เกิดขึ้นเพื่อ ไปเป็นประโยชน์ แก่ผู้อื่น ยิ่งๆขึ้น” ต่อและต่อๆ ไป มิใช่กักเก็บไว้ให้ท่าน เพื่อตัวท่าน เพียงแต่มันอาศัย ตัวท่านเกิดเท่านั้น ยิ่งเกิดก็ยิ่งเป็นคุณค่า แก่มวลมนุษยชาติ เพิ่มพูนมหาศาลขึ้น ในโลกต่างหาก ท่านกลับจะต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้น ท่านจะต้องทนอุตสาหะ จะต้องทำงาน หนักขึ้นมากขึ้น ไม่ใช่เพื่อท่านเป็นท่านมี เพื่อตัวท่านได้ชื่นชมว่า ท่านได้ท่านสุขเลย แต่เป็นคุณานุคุณ แก่มหาชนในโลกเท่านั้น [พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ]

ถ้าจะว่า ส่วนที่เกิดที่เจริญนั้น เป็นภาวะของ “รูปธรรม” มันย่อมมีเกิด.. มีเป็น ก็จริง แต่ภาวะของ “นามธรรม” ของท่านมันมิได้มี “ตัวตน” ใดๆเกิด โดยเฉพาะ มิใช่ “กิเลส” เกิดด้วยเลย “โพธิญาณเกิดยิ่งเกิด ก็ยิ่งเพื่อผู้อื่นยิ่งๆ ขึ้น” จึงไม่ใช่เพื่อตัว เพื่อตนเองแต่อย่างใด

ถาม : ผมคิดว่าน่าสนใจที่ ความรักมิติล่างๆ ตั้งแต่ มิติที่ ๑ ไปจนกระทั่งถึงมิติที่ ๔ หรือ ๕ ลักษณะของความรักที่พ่อท่านพูดถึงนั้น ดูเหมือนว่าจะกว้างออกๆ

ตอบ : ใช่.. กว้างออกๆ

ถาม : แต่ว่าพอขึ้นไปถึงระดับที่สูงแล้วนี่ ก็กลับเข้ามาสู่ตัวเอง

ตอบ : สู่ตัวเองนั้น มันมีความซับซ้อนอยู่ในตัว สำหรับระดับ “โลกุตระ” มีทั้งสู่ตัวเอง และในความสู่ตัวเองนั้น มันเพื่อผู้อื่น ให้ยิ่งออกไปอีกพร้อมด้วย ส่วน ‘โลกียะ’ นั้น จะเห็นภาวะ “สู่ตัวเอง” เป็นแนวระนาบ ซึ่งเหมือนมีมิติเดียว จึงรู้สึกว่า มีการทำสู่ตัวเองเท่านั้น แต่ในแนวดิ่งมันลึกซ้อนวนออกไปจากตน

ถาม : ที่บอกว่า ในที่สุดก็จะมามุ่งว่า ตัวเองจะอยู่ก็ได้ จะไม่อยู่ก็ได้ ก็เหมือนกับ มาคิดกับตัวเองเท่านั้น

ตอบ : มันลึกซึ้งซับซ้อนอยู่ การลด “ตัวเอง” ของโลกุตระนั้น เท่ากับ มีผล.. คิดเพื่อผู้อื่นอยู่แล้วในตัว ดังนั้น แม้จะบอกว่า ในที่สุด ก็มามุ่งที่ตัวเอง อันนี้เป็นปรัชญาสำคัญ ของพุทธทีเดียว คือ “ทำที่ตนเอง” โดยละลดสิ่งที่จะต้องลด ในตนเองนี่แหละ หรือ “ทำการเสียสละที่ตนเอง” นี่แหละ แต่จะเพื่อผู้อื่นไปในตัวเสร็จ และถ้าผู้นี้จะมีชีวิต หรือมีการดำเนินบทบาท อยู่ต่อไปในสังคม จึงไม่ใช่การอยู่เพื่อตัวเอง หรือ คิดเพื่อตัวเองเลย แต่คิดเพื่อผู้อื่นอยู่ เพื่อผู้อื่นยิ่งๆขึ้น อย่างแท้จริง และ ประณีตลึกซ้อนเพิ่มขึ้นๆ

ถาม : คงไม่ใช่เช่นนั้น หมายถึงว่า ในเบื้องแรกนั้น ความรักระหว่างผัวเมีย ผู้หญิงผู้ชาย แล้วก็กว้างออกไป เป็นพ่อแม่ลูก สู่พี่น้อง สู่อะไรต่ออะไรนี่ แล้วตอน หลังก็ค่อยๆ เรียวเข้าไปหาตนเอง

ตอบ : อ๋อ.. ไม่ใช่เรียว คงหมายถึงมิติที่ ๘ ที่ ๙ ขึ้นไปกระมัง ที่ดูเหมือนว่า เรียวเข้าหาตนเอง คือคิดหรือทำ เพื่อตนเองหลุดพ้น หรือ ยิ่งมิติที่ ๑๐ ยิ่งเพื่อความได้ สัมมาสัมโพธิญาณของตนเอง

ความจริงแล้ว มันซับซ้อนอย่างที่บอกแล้ว ที่จริงนั้น ผู้ที่มีภูมิมิติที่ ๘ ก็คือ ผู้ที่ได้เรียนรู้ และปฏิบัติตามแบบพุทธ ก็จะมีภูมิมิติที่ ๑ ถึง มิติที่ ๗ เจริญมาพร้อมในตัว ด้วยแล้วนั่นเอง นี่เป็น คุณสมบัติของ “โลกุตรภูมิ” โดยเฉพาะ ดังนั้น หากมิติที่ ๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗ มีการคิด และทำเพื่อผู้อื่น กว้างขึ้นอย่างไร ผู้มีภูมิมิติที่ ๘ ก็มีภูมิที่จะต้องกว้างอย่างนั้น มาให้ครบ ตั้งแต่มิติที่ ๑ มาจบครบ ๗ ให้พร้อม มิติที่ ๘ คือ ภูมิโลกุตระ ที่เข้าใจ “ภูมิโลกียะ” แล้วละ “อัตตาหรืออาตมัน” ที่มีอยู่ในมิติที่ ๑ มาทีเดียว กระทั่งครบทั้ง ๗ มิติ ซึ่งได้แก่ “ความเป็นตัวตน-ของตน” แท้ๆ มันยึดเป็น “ตัวตน-ของตน” ไปทั้งหมดนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็น “โลกอบายมุข-โลกกาม-โลกธรรม-โลกอาตมัน” ล้วนหลงยึดเป็น “โอฬาริกอัตตา-มโนมยอัตตา-อรูปอัตตา” ไม่พ้นไปจาก “อัตตา ๓” นี้เลย หรือกล่าวชัดๆก็คือ “ละล้างความเห็นแก่ตัว ตรงตัวเหตุแท้” นั่นแหละ ละล้างลงไป โดยการฆ่าตัวตนที่ “ตัวการต้นเหตุ” ชนิด..จับ “อัตตา” หรือ ตัวตนของต้นเหตุนั้นๆ ได้ถูกต้องจริงด้วย และละล้างอย่าง รู้จักหน้าตาเนื้อตัวของ “ตัวตนของต้นเหตุนั้น” อย่างจับมั่นคั้นตาย แล้วละล้าง จัดการให้มันดับหายไปจากเรา จนหมดสิ้น ได้จริงชนิดสัมบูรณ์ ไม่มีการวกเวียน เข้ามาอีกได้ด้วย จึงเป็นเรื่องที่ต่างกันกับลัทธิอื่น ที่ยังไม่มีทฤษฎีล้าง “อัตตา” หรือล้าง “อาตมัน”

ส่วนมิติที่ ๑ ถึง ๗ นั้น ถ้าไม่ใช่ทฤษฎี “โลกุตระ” แบบพุทธแล้ว การเรียนรู้ “อัตตา” ก็ไม่ใช่แบบพุทธ จึงมี “อัตตา” ซับซ้อนอยู่ในตน โดยตนเอง ก็ไม่สามารถรู้ตัวมัน ไม่รู้เท่าทันความฉลาด ลึกซึ้งของมันด้วย และ ลัทธิต่างๆ ส่วนมาก ก็เป็นลัทธิที่.. มี “อัตตาหรืออาตมัน” และจะยิ่งสร้าง “อัตตา” หรือสร้าง “อาตมัน” ให้ยิ่งให้ใหญ่ยิ่ง ไม่มีที่จบที่สิ้นด้วย คล้ายๆ กับการสร้างความยิ่งใหญ่ ของลัทธิ “ทุนนิยม” นั่นเอง

ที่ดูรู้สึกว่า มิติที่ ๑ ถึง ๗ นี่ฟังแล้วเห็นว่ากว้างขึ้นๆ แต่พอมิติที่ ๘ กลับฟังแล้ว ดูรู้สึกว่า กลับเข้ามาสู่ตัวเอง นั้นก็เพราะว่า การพูดการอธิบาย มิติที่ ๑-๗ ไม่ได้กล่าวถึง “อัตตา” หมายความว่า ไม่ได้กล่าวถึง “ตัวตน” หรือตัวเองนัก เพราะไปมุ่งแต่ ให้กว้างออกไปหาผู้อื่นเสียมากกว่า ซึ่งเป็นการพูดแต่ ในแนวระนาบ หรือให้เห็นการแผ่ ออกไปหาคนอื่น เพื่อให้เห็น “ค่าของความรัก” ว่าอยู่ที่เพื่อผู้อื่น ยิ่งแผ่กว้าง ก็ยิ่งเป็นมิติที่ยิ่งสูงขึ้นๆ เลยทำให้ดูเหมือนว่า ไม่มีตัวตน เพราะไม่ได้พูดถึงตัวตน หรือตัวเอง อย่างเป็นหลัก เป็นทฤษฎี สำคัญก่อน

แต่ในมิติที่ ๘ ขึ้นไปนั้น จะกล่าวถึง “อัตตา” มาก เพราะจะต้องเรียนรู้ “อัตตา” อันคือ “ตัวตนหรือตัวเอง” ที่ไปติดไปยึด ไปหลงความเป็น “ตัวตน” หรือ “ตัวเอง” อย่างเป็นด้านหลักเลยทีเดียว ดังนั้น พอมาพูดถึง “ตัวตนหรือตัวเอง” เข้า ฟังแล้วจึงดูเหมือน เอาแต่ “ความเจริญ” ของตนเอง ซึ่งไม่ผิดเหมือนกัน เพราะเป็น “ความเจริญของตนเอง” จริงๆ แต่ฟังเผินๆแล้ว คล้ายกับว่า “ก่อตัวก่อตน” เพื่อตัวเพื่อตนเหลือเกิน แต่ “ความเจริญของ ตนเอง” แบบโลกุตระนี้ เป็น “ความเจริญที่ลดตัวลดตน หรือ ยิ่งไม่เพื่อตัวเพื่อตนเอง ยิ่งๆขึ้นต่างหาก ซึ่งเป็นผลเพื่อผู้อื่นแท้จริงยิ่งๆขึ้น “อย่างรู้แจ้งเห็นจริงใน” ตัวการหรือต้นเหตุ “ที่มันยิ่งมีความเพื่อตัวเอง หรือตัวตนลึกซ้อนยิ่งๆ” (อัตตาหรืออาตมัน) จึงยิ่งเป็น “ความซื่อสัตย์- หมดเล่ห์-หมดความหลงแฝงใดๆ” ทีเดียว

หมายเหตุ : คำถาม ท้ายเล่ม นี้ เป็นเพียงคำถาม ข้อท้ายๆ ของ Dr. Howard Lear ซึ่งถามไว้ แต่เมื่อครั้งมาทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ที่ปฐมอโศก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ในหัวข้อวิทยานิพนธ์ ว่า “การศึกษาในเรื่องการสร้างชุมชนที่ดี” โดยศึกษาเปรียบเทียบ ชุมชน NEVE SHALOM ที่อิสราเอล กับ ชุมชนปฐมอโศก ที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งคุณฮาวเวิร์ด เลือกแล้วจากชุมชนต่างๆ ที่มีกันหลายประเทศ

และได้สัมภาษณ์อาตมาหลายเรื่อง ในคำสัมภาษณ์ต่างๆ นั้นมีถามเรื่อง “ความรัก ๑๐ มิติ” นี้ด้วย ซึ่งอาตมาก็ได้ตอบแก่เขาไปครบทั้ง ๑๐ มิติ แล้วอาตมา ก็ได้นำมาเรียบเรียง ลงในน.ส.พ. “เราคิดอะไร” อีกที ซึ่งเป็นต้นเค้าให้อาตมา นำมาใช้เขียนจนเป็น “ความรัก ๑๐ มิติ ฉบับเขียนใหม่” ที่ท่านได้อ่านมา ทั้งหมดนี้แล

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s